
หลังจากที่ติดสอบมานานแล้วได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ จากทั้งเพื่อนที่มีทั้งอยากดูเพราะเห็นว่าแปลกหรือไม่อยากดูเลยเพราะขยะแขยง หรือจะเป็นพวกญาติและพ่อแม่ว่าด่าหนังเรื่องนี้ว่าหลอกคนดู ผมจึงอยากดูมากเพราะได้อ่านมาหลายบล็อกว่าเป็นหนังค่อนข้างดี ประกอบกับโดยส่วนตัวก็เป็นกลุ่มคนที่หนังได้อ้างถึง
ผมจึงผ่านเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนซึ่งสอบเสร็จมาดๆไปดูหนังเรื่องนี้กัน ตอนซื้อตั๋วที่พารากอนกลัวมากครับว่าหนังจะออกจากโรงแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีเหลืออยู่โรงหนึ่ง มีประมาณห้ารอบได้ รอบของผมอยู่ช่วงบ่ายโมง มีคนไปดูประมาณค่อนโรงได้ คนดูก็มีตั้งแต่คู่หนุ่มสาว กลุ่มหญิงล้วน กลุ่มชาย(แท้)ล้วน และกลุ่มอื่นที่ผมมองไม่เห็น
พอถึงฉากเกิดเหตุ ซึ่งเป็นฉากหนึ่งที่ผมอยากมาดูปฎิกิริยาของคนมาดูมากกว่าฉากในหนังนั้นอีก ก็มีเสียงกรี๊ดเล็กน้อย กับเสียงเสียวๆของกลุ่มชายล้วนข้างๆ ไม่ได้ดังรบกวนการชมหนังมากไปอย่างที่ผมคาด ถึงจุดนี้ผมพอเข้าใจนะ อย่างผมเองเมื่อก่อนก็เสียวเหมือนกัน แต่ผ่านไปสักพักก็ชินเอง คงเป็นเพราะผม(และผมคิดว่าเกย์คนอื่นด้วย)ตั้งแต่เกิดเราถูกปลูกฟังมาให้เห็นความรักแบบชาย-หญิงเป็นสิ่งที่ถูกต้องหนึ่งเดียว เมื่อมาเห็นอะไรแบบนั้นก็รังเกียจ จะอ้วกเหมือนกัน
ฉากที่ผมเริ่มร้องไห้อย่างรุนแรงสุด คือฉากที่สินจัยกินข้าวไข่พะโล้นี่แหละ คือฉากนี้แสดงให้ดูว่าที่หลายวันกบ(ที่แสดงเป็นพ่อของโต้ง) นอนซมไม่ยอมกินข้าวที่สินจัยเอามาเสริฟ์เลย ไอข้าวพะโล้เนี่ยตั้งไว้ตั้งแต่แปดโมงยันเที่ยง พอเที่ยงสินจัยก็เอาข้าวชุดใหม่ร้อนๆมาเปลี่ยน ส่วนไอข้าวพะโล้ที่เย็นและข้าวแข็งแล้วจริงๆ สินจัยก็เอากลับไปกินโดยไม่เอาไปอุ่นเลย ฉากนี้แสดงให้เห็นว่าสินจัยพยายามรักษาและเสียสละให้ครอบครัว และรักคุณกบมากแค่ไหนด้วย ที่เธอดุมากๆก่อนหน้านี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นทั้งนั้น
ที่ผมมาร้องไห้แรงสุดที่ฉากนี้ คงเป็นเพราะว่าในบางเวลาผมเองก็พยายามที่จะรักษาครอบครัวของผมไว้เหมือนกัน อาจจะไม่ถึงขั้นแบบสินจัย แต่ผมก็เคยกินข้าวค้างแต่ช้าวมาแล้ว และบางครั้งผมพยายามนะที่จะทำเพื่อคนอื่น เพื่อเพื่อน แต่เขาก็ไม่เห็นความดีของผมเลย เขาเหมือนไปเห็นความดีของคนที่เก่งและฉลาดกว่าผมมากกว่า ผมละท้อเลย…
ส่วนฉากที่เกี่ยวกับการต้องจากลาของโต้งและมิว ผมกลับไม่ร้องไห้เท่าไรนัก คงเป็นเพราะผมยังไม่เคยมีแฟนมั้ง แต่ฉากก่อนนี้ที่สินจัยรู้สึกตกใจและตะลึงที่เห็นโต้งกับมิวจูบกัน ฉากที่สินจัยไปคุยกับมิวไม่ให้คบกับโต้งอีกต่อไป ฉากความล่มสลายครั้งที่สองของครอบครัวโต้ง ทั้งหมดนี้มีสิทธิ์เกิดได้จริงทั้งสิ้น หลายคีย์เวิร์ดที่สินจัยพูดกับมิวเป็นสิ่งที่เดียวกับที่เพื่อนผมคนหนึ่งพยายามพูดหักล้างความคิดของผมให้ได้ก่อนหน้านี้
หนังจบแล้ว ผมออกจากโรงมาด้วยความรู้สึกรักและอบอุ่นแบบครอบครัว ทุกตัวละครในหนังพยายามรักษาครอบครัว หรือรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนให้ได้ที่สุด ถึงแม้การเลือกตุ๊กตาของโต้งจะเป็นฉากที่แสดงว่าเขายังเลือกทางเดินที่สังคมทั่วไปไม่ยอมรับก็จริง แต่เขาก็หยุดความสัมพันธ์กับมิวไว้ เพื่อรักษาให้ครอบครัวไม่ล่มสลายไปมากกว่านี้ อาจเป็นไปได้ว่าถ้ากบหายดีแล้วโต้งอาจจะรีเทริน์กับมิวก็ได้
ทว่าเมื่อถึงคืนวันนั้น ผมก็เริ่มหลอนกับหนังเรื่องนี้ ฉากและเสียงเพลงในหนังยังคงเวียนอยู่ในหัวผม จากความรู้สึกอบอุ่นเมื่อตอนออกจากโรง กลายเป็นความเหงาอย่างบอกไม่ถูก ฉากกลุ่มเพื่อนของทั้งโต้งและมิวในหนัง ทำให้ผมรู้สึกว่าแม้กระทั่งเพื่อนผมสมัยมัธยมที่ผมสนิทสุดๆแล้ว มาตอนนี้ผมรู้สึกเหินห่างและไม่สนิทเหมือนก่อนเทียบไม่ได้เลยกับความสัมพันธ์ของเพื่อนที่ดูในหนัง เหมือนกับที่เพื่อนของผมเคยพูดว่าควรมีการคุยอย่างเปิดอกกันได้แล้ว
ผมคงต้องชวนเพื่อนไปดูหลายรอบทีเดียวกับหนังเรื่องนี้ อย่างน้อยก็จะได้ระบายความคิดเห็นกันหน่อย บางอย่างมันค่อนข้างกระทบกับผมมากพอสมควร ถ้าไม่แชร์ความเห็นกับคนอื่นผมมีสิทธิ์อกแตกแน่(อันนี้เว่อร์แล้ว)
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีให้ผู้กำกับและนักแสดงทุกคน บทและฉากทุกอย่างลงตัวดีมากครับ แม้กระทั่งเพลง”กันและกัน” ที่ก่อนหน้านี้ผมฟังในรถไฟฟ้าแล้วไม่ชอบมากๆ พอมาโผล่ในหนัง มีน้องมิว(หรือพิช)เป็นคนร้อง ผมก็เคลิ้มไปกับความหมายของมันเลยทีเดียว ผมขอยกให้ “รักแห่งสยาม” เป็นหนังในดวงใจของผมปี 2007 นี้เลยครับ
แท็ก: รักแห่งสยาม, thai movie
ธันวาคม 12, 2007 at 3:29 pm
เห็นด้วยทุกอย่างที่เล่า ร้องไห้เหมือนกัน และส่วนตัวให้ใจไปเลย กับตอนจบที่คาดไม่ถึง ได้แต่อุทานในใจว่า เอางี้เลยเหรอวะ!?
ธันวาคม 12, 2007 at 4:02 pm
หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นในแง่มุมของความรักที่ดีครับ
มีความหลากหลาย
และเชิดชูความรัก ว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม
โดยเฉพาะเมื่อเรารักโดยไม่หวังผลตอบแทน
ธันวาคม 16, 2007 at 2:06 am
แล้วไม่ยกความดีให้ทีมงานม่างเหรอค่ะ หึหึ
ธันวาคม 16, 2007 at 3:18 pm
อ้อ ลืมไปครับ คุณaeicafe เพราะผมคิดว่าแค่ชมผู้กำกับคนเดียวก็หมายถึงชมทีมงานไปในตัวแล้วด้วย ผลงานที่ดีต้องได้รับความสนับสนุนจากทั้งทีมงานและผู้กำกับอยู่แล้ว
ยังไงก็ขอบคุณทีมงาน”รักแห่งสยาม”ทุกคน รวมไปถึงคุณaeicafeที่(เท่าที่ผมอ่านบล็อกของคุณนะ)รู้สึกว่าน่าจะเป็นหนึ่งในทีมงานด้วย ขอบคุณจากใจจริงครับ