ู
ผมยังจำได้ว่า ตอนผมอยู่สมัยมัธยมฯ ผมมองมาข้างหน้าตอนอยู่สมัยมหาลัยฯ ว่าผมคงจะโตขึ้นและทันโลกมากกว่านี้ ..(อาจจะหล่อกว่านี้).. ผมคงมีความเป็นผู้นำ มีความคิดและสติที่ฉลาดมากกว่านี้ ผมเคยคิดว่าน่าจะได้ทำในกิจกรรมของมหาลัยฯที่ตนเองชอบจริงๆ เลยเถิดคึดถึงกระทั่งว่าตัวเองอาจจะได้เป็นรองประธานชมรมก็ยังดี
ทว่าก็น่าตลก สิ่งที่ผมคาดหวังก็แทบไม่เกิดขึ้นเลย อาจจะเป็นเพราะผมคาดหวังมากเกินไป รอให้โอกาสเดินเข้ามาชนตนเองมากไป รวมถึงไม่เชื่อคำพูดของคนๆหนึ่งที่ว่า “น้อง …(ชื่อคณะที่ผมเรียนอยู่) ไม่มีกิจกรรมให้ทำเลยนะ เขาเน้นเรื่องเรียนกัน” เหมือนเป็นคำพูดที่เตือนสติผมก่อนลงปลายปากกาสมัครเข้าเรียนที่นี้ และแน่นอนผมไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาที่ซีเรียสกันขนาดนั้น
ผ่านปี1จนถึงปี2 ผมก็ยังไม่เคยร่วมทำกิจกรรมใดๆเลย จนผมมาอยากทำกิจกรรมจริงๆช่วงปลายปี2 นี้แหละ เพราะรู้สึกเริ่มเบื่อกับการเรียนและก็เริ่มบ้าการเมืองแล้วตอนนั้น
เหมือนจะโชคดีที่ผมยังพอไหวตัวทัน(อาจจะสายไปแล้วด้วย) พออยู่ปีสามผมเข้าร่วมกิจกรรมทำนิตยสารกับนักศึกษากลุ่มหนึ่งเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว โดยหวังว่าจะได้ทำกิจกรรมอย่างจริงๆ นอกจากนั้นก็เขียนลงบทความลงในหนังสือของรุ่น ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าผมคงกลับมาได้ทำกิจกรรมพวกนี้อีกหลังจากไปเอ็กเชงที่ฝรั่งเศสแล้ว(ช่วงต้นปี 2550)
แต่ก็ดูโชคร้ายมากๆพอผมกลับมา ไอนิตยสารที่ผมไปร่วมทำกับเขาได้ยุบลงไปแล้วเพราะว่ากำลังคนทำไม่พอ เท่ากับว่าบทความข่าวต่างๆที่ผมทำไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็ไร้ประโยชน์ ถูกทิ้งลงกองขยะและไม่คุ้มกับแรงที่เสียไป ส่วนหนังสือรุ่นที่บก.บอกว่าจะทำออกมาหลายเล่มต่อปีก็กลายเป็นว่าคลอดออกมาแค่เล่มเดียวเท่านั้น เป็นอันสรุปว่ากิจกรรมต่างๆที่ผมคิดว่าจะได้ทำต่อมาเรื่อยๆ มีอันต้องเป็นไปทั้งสิ้น
เพื่อนกลุ่มที่ร่วมทำนิตยสารได้แยกย้ายไปทำอีกกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รณรงค์ต่อต้านรัฐประหาร เขาได้ออกปากชวนผมให้ไปเข้าร่วมแล้ว แต่ก็บอกปฏิเสธไป เพราะช่วงที่เขาออกไปทำกิจกรรมมักจะจังกับช่วงที่ผมสอบเสมอ(ซวยจริงเลยตู) และผมก็ไม่อยากทำให้เกรดเฉลี่ยตกลงไปมากกว่านี้อีกแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนของผมอย่างหนึ่งที่โชว์ว่า แผนที่วางไว้อาจจะไม่เป็นไปตามคาดเสมอไป ข้างล่างนี้จะเป็นคำแนะนำสำหรับน้องคนที่จะเลือกคณะเข้าเรียนในมหาลัยฯครับ โดยมองถึงด้านการทำกิจกรรมอย่างเดียวเท่านั้น
1. อายุของคณะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการตัดสินใจเลือก คณะที่มีกิจกรรมให้ทำพอสมควรมักจะผ่านมา 5-6 รุ่นแล้ว เพราะกิจกรรมส่วนหนึ่งนักศึกษาเป็นคนคิดทำขึ้นมาเอง ยิ่งผ่านมาหลายรุ่นเท่าไรก็มีกิจกรรมใหม่เกิดขึ้นมากเท่านั้น นอกจากนี้ยิ่งมีรุ่นพี่หลายรุ่นมากเท่าไร โอกาสที่รุ่นพี่จะรู้ข่าวสารกิจกรรมนอกคณะก็มีมากขึ้นไปด้วย
2. ถามรุ่นพี่ก่อนลงสมัครว่า คณะนี้มีกิจกรรมให้ทำมากแค่ไหน โดยกิจกรรมที่ว่าไม่รวมกิจกรรมช่วยเหลืองานของอาจารย์ในออฟฟิศ เพราะตามความเห็นของผมงานออฟฟิศไม่น่าจะถือว่าเป็นกิจกรรมได้ (บางคนอาจจะถือนะครับต้องถามแยกให้ดี)
3. ถามใจตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน ต้องการทำกิจกรรมบ้างหรือป่าว ร่วมไปถึงมีความ active มากแค่ไหนกับการออกไปทำ/และหากิจกรรมทำข้างนอกคณะ และเป็นคน”เลือก”ทำกิจกรรมหรือไม่
> หากน้องเป็นคนชอบเรียนจริง คิดว่าทำกิจกรรมเป็นสิ่งไม่จำเป็น พี่ว่าน้องสามารถเลือกเรียนคณะที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ได้เลยครับ
> ถ้าน้องเป็นคนต้องการทำกิจกรรมแต่ไม่ active เท่าไรนัก(นี้คือตัวผมเอง) หากอยากเลือกคณะที่เกิดใหม่ น้องจำเป็นต้องเปลี่ยนนิสัยให้ active ให้เป็นคนหากิจกรรมนอกคณะอยู่ตลอดเวลา ปัญหาก็คือน้องอาจจะเจอแต่กิจกรรมที่ไม่อยากทำเท่าไรนัก และกิจกรรมส่วนใหญ่ก็มีเพื่อไว้ผ่อนคลาย ไม่ใช่ไปนั่งทนทรมานกันนะ
> ถ้าน้องเป็นพวก active จริง คณะเกิดใหม่อาจไม่ใช่อุปสรรคของน้องเท่าไรนัก น้องอาจจะเก่งพอด้วยด้วยซ้ำที่จะรักษาสมดุลระหว่างกิจกรรมและการเรียนได้ไปแต่คนส่วนใหญ่ผมเชื่อว่ามักจะเป็นอยู่ในกลุ่มที่สองมากกว่า คือ เป็นพวกอยากทำกิจกรรมแต่ไม่ active มาก
ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำจากประสบการณ์ของผมเอง โดยมองแค่มิติด้านทำกิจกรรมเท่านั้น หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม อายุของคณะอาจไม่ใช่ปัจจัยที่จะจำเป็นเท่าไรนัก ใช่.. ในบางกรณีผมเห็นด้วย เพราะบางคณะเขาก็ต้องทำกิจกรรมอยู่แล้วตั้งแต่เขาเปิดมา อย่างคณะนิเทศศาสตร์ที่เปิดใหม่ เขาก็ต้องทำละครของคณะเขาอยู่แล้ว คณะรัฐศาสตร์ก็ต้องมีการร่วมกลุ่มทำกิจกรรมการเมืองอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่ทำก็แทบจะเรียกได้ว่าขาดความเป็น”คณะ”ของเขาเลยก็ว่าได้
ส่วนตัวผมนั้น ผมกำลังวางแผนว่าจะไปค่ายอาสาของคณะจิตวิทยาช่วงมีนาฯปีหน้า สายไปแล้วนะ ผมว่า แต่ผมต้องเติมให้เต็มกับชีวิตมหาลัยฯให้ได้ เออ ..เจ๊กันต์ อย่าลืมลงชื่อเราด้วยนะเว้ย เราไปแน่นอนค่ายอาสาของคณะกันต์ ถึงว่าจะไม่ได้ไปกับกันต์ก็ตามที
หมายเหตุ หลังมานี้ผมเขียนเรื่องวนซ้ำไปมามากไปหรือป่าว ?
ธันวาคม 22, 2007 ที่ 5:25 pm |
จบออกมาแล้ว ให้เอาความรู้สึกและความมุ่งมั่นจากการทำกิจกรรมติดตัวมาด้วย อย่างลืมทิ้งไว้หลังชมรมเหมือนหลายหลายคน
เสียดาย …
ฝากคาถาประจำใจให้ จากรุ่นพี่(ต่างที่ต่างถิ่น) ‘Forever young’ ว่ะ ไอ้น้อง
ธันวาคม 25, 2007 ที่ 1:27 pm |
ผมนี่แทบอยากจะ Quote คำพูดของคุณ golb ลงมาเลยครับ
ตอนเรียน ผมก็ทำกิจกรรมแบบเล่นๆ มากกว่าจริงจัง
ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการได้อยู่กับเพื่อนฝูง เฮฮา และลุยกันไป
จนเรียนจบ ได้งานแล้วนี่แหละ
เห็นผลนะครับ ว่ากิจกรรมที่ได้ทำ
หลายๆ อย่างมันหล่อหลอมเราไปโดยไม่รู้ตัว
และตอนนี้ ไฟก็เริ่มมอดลงหน่อยๆ
กับข้อจำกัดของการทำงาน และระบบข้าราชการ
ที่พูดมากไป ก็ลำบากใจ
กุมภาพันธ์ 15, 2008 ที่ 1:01 am |
ผมจบมาแค่ 3 ปี แต่กิจกรรมตอนช่วงมหาลัย ช่วงหลังไม่ค่อยได้ทำเท่าไร
คงเพราะผมเบื่อด้วยมั้ง
กุมภาพันธ์ 19, 2008 ที่ 8:28 pm |
กรี๊ด เพิ่งมาตามอ่าน
ครายๆ เจ๊
บางครั้งคณะใหม่ๆ บางครั้กิจกรรมก็เยอะนะ เพราะมันไม่ค่อยมีคนช่วยทำไง