Archive for กรกฎาคม, 2006

เกมเพื่อการเปลี่ยนแปลง

กรกฎาคม 31, 2006

หลังจากเพิ่งสอบเสร็จมาหมาดๆ ผมจึงยังไม่ได้เตรียมเรื่องที่จะเขียน แต่ด้วยความที่ว่ากลัวที่จะปล่อยให้บล็อกว่างนานจนเกินไป ผมจึงได้ขุดเอาข่าวจากนสพ.มติชน เมื่อประมาณต้นเดือนที่แล้วมาเขียน

…ผู้อ่านหลายๆคนคงจะรู้สึกคุ้นชินกับเกมคอมเกมวิดีโอในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและฉากสงคราม บางเกมถึงแม้จะมีการอ้างว่าช่วยให้เด็กเข้าสังคมได้ดีขึ้นแต่เกมที่ว่านั้น ก็ทำให้เด็กนั้นหมกหมุ่นกับชีวิตในโลกเสมือนมากจนเกินไป บางรายถึงขั้นล้มป่วยหรือตายไปเลยก็ยังมี

แต่ในช่วงปีหลังนี้ได้มีนักพัฒนาเกมกลุ่มหนึ่งร่วมมือกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อมนุษยธรรม เพื่อจะสร้างเกมที่จะใช้ในการให้ความรู้เยาวชนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆที่เกิดในโลกตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสังคมอันเนื่องมาจากสงคราม หรือปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ตอนนี้ก็มีเกมหลายเกมแล้วที่มีลักษณะนั้นอย่างเช่นเกม Darfur is Dying เป็นเกมที่จะให้เราเล่นเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหมู่บ้านที่ต้องวิ่งออกไปหาน้ำ ซึ่งระยะทางของแหล่งน้ำอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร แถมต้องวิ่งหลบรถของทหาร นอกจากนี้ยังมีฉากของหมู่บ้านที่ผู้เล่นต้องให้ตัวละครแบกน้ำไปยังจุดต่างๆ เช่นแปลงผัก และสถานที่ก่อสร้าง ในระหว่างที่อยู่ในอยู่ในบ้านก็จะมีปุ่มเครื่องหมายคำถามให้คลิ๊กดูชีวิตและความเป็นไปของชาวบ้าน

อีกเกมหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างช่วงการพัฒนาคือเกม Peace Maker เป็นเกมที่ให้ผู้เล่นเลือกรับบทเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหรือประธานาธิบดีของปาเลสไตน์ สำหรับเป้าประสงค์ของเกมคือต้องการให้ผู้เล่นได้รับรู้และเรียนรู้มุมมองจากแต่ละฝ่าย โดยผู้เล่นจะได้ทำหน้าที่ทั้งด้านการทูต การทหาร และการก่อสร้าง สำหรับคะแนนในการเล่นจะอิงกับสันติภาพเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในบางสถานการณ์การใช้กองกำลังอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

รูปจาก seriousgamessource.com

…เมื่อมาดูข่าวในปัจจุบันเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนตอนนี้  ผมรู้สึกว่าอิสราเอลทำมากเกินไป คือมีประชาชนผู้บริสุทธิ์และเด็กตายเป็นจำนวนมาก  อิสราเอลต้องหาวิธีการสันติได้แล้วเพราะประวัติศาสตร์ที่ตนสร้างจากการก่อตั้งประเทศ ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับคนอาหรับที่เคยอยู่บนดินแดนนั้นมาก่อน ยิ่งใส่ไฟเข้าไปเท่าไรไฟก็ยิ่งโหมขึ้นมากเท่านั้น  …มีคนหลายคนสาปแช่งอิสราเอลมาตลอด  แต่ผมอยากจะบอกว่าประเทศที่เขาอยู่ตอนนี้ก็คงไม่ต่างจากนรกบนดินเท่าไรหรอก  …ผมหวังว่าพวกเขาจะไม่สร้างให้มันเป็นไปมากกว่านี้

เกมเหล่านี้อาจจะช่วยสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้ แต่ก็อาจจะใช้เวลายาวนานกว่าที่คิดทุกอย่างอาจจะสายเกินไป ท้ายที่สุดแล้วผู้ใหญ่ในปัจจุบันน่าจะหันมาใช้สันติวิธีและหยุดสร้างสงครามกันได้แล้ว
 

Advertisements

การเดินหลงทางของกลุ่มพันธมิตร

กรกฎาคม 17, 2006

รูปจาก มติชน

ตั้งแต่ที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาแล้วทั้งหมดสามครั้งอันได้แก่ 14 ตุลา 6 ตุลา และครั้งล่าสุดพฤษาภาทมิฬ เหตุการณในเวลานี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็รุกรับได้เชิงเสียเปรียบ สลับกันไปสลับกันมาตลอด ซึ่งผมได้เฝ้ามองดูตลอดและเข้าร่วมบ้างเป็นบางครั้ง

ตัวผมเองเริ่มสังเกตว่าฝ่ายพันธมิตร หลังๆมาเริ่มมีแนวโน้มที่เล่นการเมืองมากจนไป คืออะไรที่ดูเว่อร์ๆ ไม่ก็เล็กๆน้อยๆ ได้นำเอามาโจมตีพรรคไทยรักไทยตลอด โดยลืมไปว่าตนเองเป็นองค์กรภาคประชาชน และก็ไม่ได้มีประชาชนคนไหนอยากให้พวกคุณเป็นอย่างพรรคการเมืองไทย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ได้แก่ การอ้างถึงปฏิญญาฟินแลนด์ ซึ่งบทสรุปก็คือการไปเที่ยวกันธรรมดาๆ ส่วนซองสีน้ำตาลที่อ้างถึงก็เป็นแค่พ็อคเก็ตมันนี่ ซึ่งคุณทักษิณให้ไว้เพื่อใช้จ่ายเท่า่ั้นั้น ตัวอย่างถัดมาก็คืออันล่าสุด เกี่ยวกับเรื่องข้อความในจดหมาย ที่เขียนว่า ” Prime minister of Thailand ” เฉยๆ โดยที่ไม่ได้เขียนว่า ” Kingdom ”  ซึ่งเมื่อเขาได้นำหลักฐานว่าความจริงแล้วได้มีการเขียนในลักษณะเดียวกันนี้ในรัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ของ ชวน, ชาติชาย หรือ เปรม ก็เป็นอันรู้ได้ทันทีว่าใครได้ผิดพลาดกันอีกแล้ว

ข่าวและประเด็นที่นำมาใช้ถ้าหากไม่ไปเปลี่ยนประเด็นหลักของการเคลื่อนไหวก็จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ตอนนี้ประเด็นรอง(การล้มสถาบันกษัตริย์)กลับได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเด็นตรงนี้ยิ่งใช้ก็ยิ่งสร้างให้เกิดความแตกร้าวให้มากขึ้นในสังคมไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะคนทั้งสองกลุ่มต่างก็มีประชาชนหนุนอยู่และประเด็นที่กล่าวหาก็รุนแรงด้วย ยิ่งหลังๆมาอีเมล์ที่ส่์งต่อๆกันก็เริ่มมีการแฉแผนสมคบคิดต่างๆ ซึ่งบางอันนั้นเลยเถิดไปถึงเรื่องภายในพระราชวงศ์บางพระองค์ด้วย

…ทั้งๆที่หลักฐานการโกงของรัฐบาลทักษิณนั้นมีอยู่เยอแยะ ก็กลับไม่มีการนำมาทบทวนให้สาธารณชนได้รับรู้และรื้อฟื้นความจำกันอีก ผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะแกนนำท่านหนึ่งเป็นสื่อ เลยทำให้ท่านทำอะไร คิดอะไรก็เป็นสื่อไปหมด คือเล่นกันที่ข่าวสกปรก ข่าวที่ร้ายแรง หรือข่าวใหม่เท่านั้น เลยทำให้ข่าวเก่าๆไม่มีการนำมาพูดถึงกันอีก

ผมไม่เชื่อว่าข่าวเก่าๆ(หรือข้อเท็จจริง)เช่นนั้นสาธารณชนจะไม่สนใจอีก คือผมคิดว่าประชาชนเขาคงไม่ลืมหรือทำเป็นไม่สนใจกับเรื่องแบบนั้นเเน่ มันเ็้ป็นข่าวคนละประเภทกับข่าวฉาวไฮโซดารานะครับ ที่ต้องตั้งประเด็นใหม่ๆตลอด ประชาชนทั่วๆไปเขาก็ทำงานทุกวันก็อาจจะมีสิทธิ์ที่จะลืมได้บ้าง มันเป็นหน้าที่ของกลุ่มพันธมิตรที่จะต้องเน้นย้ำประเด็นเหล่านั้น ให้กระจ่าง ชัดเจน และมีน้ำหนักสำหรับคนทั่วๆไป

…ผมไม่รู้ว่ากลุ่มพันธมิตรจะรู้สึกตัวได้หรือยัง ว่าตนเองได้เริ่มเดินมาผิดทางโดยตลอด ผมไม่อยากให้ถึงเวลาที่จะเห็นกลุ่มพันธมิตรล้มเหลวในการเคลื่อนไหว แล้วเรา(คนที่ไม่อยากให้ทักษิณอยู่ต่อ)ต้องให้องค์กรอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมากจากไหน เพราะองค์กรที่เคยทำหน้าที่มาสองครั้งนั้นในอดีตไม่ได้มีความแข็งแรงอย่างเมื่อก่อน) ที่ผมเขียนอยู่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าพวกเขานั้นเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศนะครับ  แต่พวกเขาเป็นตัวแทนของคนไทยบางกลุ่ม(ซึ่งรวมถึงผมด้วย)

ลึกๆแล้วนักวิชาการหลายๆคนพยายามเลี่ยงที่จะกล่าวโจมตีพันธมิตรเพราะรู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของคนเหล่านี้นั้นมีความสำคัญบางอย่างที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้  ส่วนตัวผมเองเมื่อได้ศึกษาดูก็เห็นการเข้าครอบงำหลายๆที่ได้อย่างชัดเจน ผมจึงเข้าร่วมชุมนุมเป็นบางคราและก็สนับสนุนอย่างห่างๆ(ด้วยวิธีที่มีสาระ)  ผมยอมรับว่าเห็นข้อดีของรัฐบาลอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ชดเชยกันได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมนั้นเกลียดรัฐบาลจนเข้าไส้ อย่างที่หลายๆคนเขามองผมว่าเป็นอย่างนั้น

สุดท้ายนี้… ผมหวังว่ากลุ่มพันธมิตรคงจะรู้สึกตัวได้เร็ววัน  หันมาใช้วิธีอย่างที่ผมเขียนไว้ก็ได้ ไม่งั้นมันก็อาจจะถึงเวลาที่เหล่าอาจารย์จะเคลื่อนไหวให้จริงจังมากกว่านี้(มากกว่าในช่วงต้นปี)
หรือไม่งั้นมันก็อาจถึงเวลาที่กลุ่มบุคคลจากไหนไม่ทราบออกมาเคลื่อนไหว
(ไม่ได้หมายถึงผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมรูญ) ก่อนที่มันจะสายเกินไป…

เที่ยวเพลินๆที่อัมพวา

กรกฎาคม 14, 2006

ก่อนช่วงวันหยุดอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ตอนแรกนั้นไม่รู้จะไปที่ไหนดีตอนวันหยุดเพราะก็รู้สึกกลัวร้อน กลัวฝนตกไปหมด หลังจากก่อนหน้านี้ี่อยู่ในกรุงเทพฯแล้วก็มีฝนตกเข้ามาตลอด ยังไงก็ตามหลังจากที่ท่านผบ.ทบ.(ให้ทายว่าเป็นใคร แต่ไม่ได้อยู่นอกรัฐธรรมนูญแน่นอน)ได้ดูรายการท่องเที่ยวในเครือข่ายเคเบิลยักษ์ใหญ่ที่หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่าทางททท.จะเป็นคนทำรายการนี้ได้แนะนำให้ไปเที่ยวที่นี้ …จึงได้ตัดสินใจกันไป

อำเภออัมพวานั้นอยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเท่าใดนัก สำหรับที่แรกที่ได้ไปนั้นคือวัดบางกุ้งซึ่งมีโบสถ์หลังหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งหลัง จนไม่เห็นเค้าว่าเป็นโบสถ์มาก่อน ให้ความรู้สึกขลังและเก่าในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่ผสมอย่างลงตัวกับธรรมชาติด้วย (สำหรับประวัติคลิ๊กที่นี้)

วัดบางกุ้ง

ในละแวกไม่ไกลกันเท่าไรนักแต่ขับรถไปจะดีกว่า มีวัดบางแคน้อยซึ่งมีอุโบสถหลังหนึ่งที่ภายในตกแต่งด้วยไม้สักแกะสลักที่ละเอียดสวยงามและบรรจง เมื่อประกอบกับไฟตกแต่งที่สาดส่องขึ้นไปทำให้ดูราวกับว่ามีการใช้ทองนำมาแกะ

วัดบางแคน้ย

ส่วนวัดศรัทธาธรรมที่อยู่กันคนละละแวก มีอุโบสถที่ข้างในเป็นไม้สักฝังมุก เป็นวัดที่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่าแตกไม่นานนักได้สร้างไว้เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ ภายในวัดยังมีกาละแมรามัญจำหน่าย ซึ่งเขาจะทำแบบมาห่อด้วยกาบหมากแล้วค่อยตัดเป็นแว่นๆ รสชาติและรสสัมผัสจะออกหวาน มัน แต่เหนียวกว่ากาละแมทั่วๆไป

วัดศรัทธาธรรม

หลังจากที่ไปทั้งวัดสามแห่งนี้แล้ว ผู้เขียนรู้สึกไม่ดีกับการเรียกร้องเพื่อเรี่ยไรให้บริจาคของวัดบางแห่งเท่าไรนัก หลายๆแห่งมีคนประกาศผ่านทางไมค์ตลอดซึ่งดูเสียงดังและไม่สำรวมอย่างมาก บางแห่งพระท่านเกือบจะออกมาจำหน่ายธูปเทียนได้อยู่แล้ว (แล้วที่จริง รู้สึกว่าพระบางรูปยังไปจัดการเรื่องการบริจาคเพื่อสร้างพระอุโบสถใหม่ คือท่านนั่งอยู่ตรงโต๊ะรับบริจาคแผ่นหลังคา) ผมไม่รู้ว่านี้เป็นความผิดของใครอาจจะเป็นของมัคธายกซึ่งบริหารวัดไปๆมาๆจนกลายเป็นบริษัทได้ไงก็ไม่รู้ หรืออาจจะเป็นของพระบางท่าน

วัดหลายๆแห่งทั่วประเทศตอนนี้ พวกเราก็จะเห็นแนวโน้มคือพยายามสร้างกันให้ใหญ่ขึ้นๆ แข่งกันใหญ่กันเข้าไป ซึ่งบางคนนั้นก็ทำเพื่อถวายให้เป็นพุทธบูชาอันนี้ก็น่าเข้าใจได้ แต่ปัญหาก็คือมันทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างย่อหน้าที่แล้วขึ้น มันทำให้หลายๆคนเสื่อมศรัทธา(จากที่ปกติก็แทบไม่ค่อยมีคนสนใจศึกษาหลักธรรมอยู่แล้ว)ซึ่งตรงจุดนี้น่าจะมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไข

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดีของพระพุทธศาสนาก็คือ มีหัวใจของศาสนาที่ไม่แปดเปื้อนง่ายๆ ถึงแม้ว่าจะมีคนพยายามที่จะทำให้เสียหายหรือทำให้ล่มสลาย หลักการต่างๆก็ยังคงอยู่ แต่จุดแข็งตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุอันแก้ตัวได้ว่าวางเฉยต่อปัญหาดังที่กล่าวมาได้

เอาละกลับเข้าสู่การเดินทาง …ตอนกลางวันก็ได้ไปกินที่ร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งซึ่งได้ยินมาว่าอร่อยมากๆ แต่ก็ด้วยคนที่แห่แหนกันมาเที่ยวมากจนเกินไป ทำให้ต้องรอโต๊ะและรออาหารนานมาก และหลายๆปัญหา ทำให้ทุกคนในกรุ๊ปทัวร์จำเป็นต้องตั้งสัตย์ปฎิญาณจะไม่กลับมาที่ร้านนี้อีกต่อไป และตัวผมก็พลอยไม่อยากแนะนำร้านนี้ด้วย

ตอนบ่ายแก่ๆ …ไปที่ตลาดน้ำท่าคาหรือที่เรียกกันว่าตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดน้ำยามเย็น เมื่อก่อนจะมีตลาดตามข้างขึ้นข้างแรม แต่มาสมัยปัจจุบันจึงได้จัดให้อยู่ช่วงเสาร์อาทิตย์เพื่อให้เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว ซึ่งตลาดนี้จะคล้ายๆกับตลาดน้ำดำเนินสะดวกคือมีชาวบ้านพายเรือมาขายข้าว ปลา อาหาร ผลไม้ ในคลอง

ตลาดน้ำัมพวา

และด้วยผู้คนที่แห่แหนมาจากไหนไม่รู้ ทำให้ถนนเข้าตลาดรถติดไปหมด นี้โชคดีที่ยังมีคุณจราจรมาจัดการบ้าง แต่ด้วยผู้คนที่มากทำให้เมื่อเดินไปถึงตลาด บรรยากาศที่มีลักษณะเป็นตลาดน้ำก็กลับทำให้ได้บรรยากาศของสำเพ็งยังไงไม่ทราบ เดินไปเรื่อยๆก็ได้ยินเสียงสนทนาพอสมควรว่าที่คนมากๆนี้เป็นเพราะการโหมโปรโมทมากจนเกินเหตุนี้แหละ

เมื่อเดินไปตามริมคลองสภาพร้านค้าและลำคลองที่ดูสะอาด ประกอบกับลมเย็นๆทำให้บรรยากาศเหมาะแก่การเดิน สังเกตตามทางเรียบริมคลองจะเห็นร้านขายของที่ระลึก อย่างเช่นรูปถ่ายและเสื้อยืด เออ… ผมพยายามหาร้านขายของที่เป็นของไทยๆจริงๆก็ไม่พบ ถ้าจะเห็นก็มีแต่งานแกะสลักเล็กๆน้อยๆ บางร้านนั้นแถมเปิดเพลงแจ๊ซเพิ่มเข้าไปอีกให้ความรู้สึกเพลินๆดี แต่ก็ให้ความรู้สึกขัดแย้งยังไงไม่ทราบเมื่อมองไปยังฝั่งตรงข้ามที่ยังมีเรือนไทยอยู่ อาของผู้เขียนพูดว่า “ร้านแถวๆนี้จะคล้ายกับทางจตุจักร เอาความสะดวกสบายของตะวันตกเข้ามา รวมกับศิลป์ของทางตะวันออก” แต่ปัญหาที่ผมเห็นก็คือสินค้าที่ขายดูเป็นตะวันตกมากเกินไป ผมไม่แน่ใจนะว่านี้เป็นส่วนผสมที่ดีแล้วหรือยัง ซึ่งทุกคนน่าจะเอาไปคิดกันดู

…ถึงตอนค่ำ จุดน่าสนใจอีกอย่างก็คือการไปล่องเรือชมหิ่งห้อยตามลำน้ำซึ่งเป็นอะไรที่หาดูได้ยากแล้วในตัวเมือง ถ้าไปอัมพวาแล้วไม่ได้ดูหิ่งห้อยนี้นับว่าน่าเสียดายมาก ซึ่งเขาบอกว่าถ้าจะให้ดีสุดควรจะมาดูตอนข้างแรมเพราะหิ่งห้อยจะเปล่งแสงได้มากกว่า เมื่อพบเห็นจะมีลักษณะคล้ายๆไฟประดับบนต้นคริสต์มาส แต่จะเป็นแสงสีขาวออกเขียวนิดๆ และเมื่อได้เห็นแสงของหิ่งห้อยที่คล้ายดวงดาวน้อยๆ ประกอบกับลมเย็นๆที่พัดมาทำให้รู้สึกประทับใจอย่างมาก …อืมแต่น่าเสียดายว่าเก็บภาพมาไม่ได้เพราะไม่กล้าใช้แฟลช

เมื่อหมดวัน ผมรู้สึกว่าที่อำเภออัมพวานี้เป็นแบบฉบับที่ดีของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว คือวันหนึ่งหมดไปกับการเที่ยวที่นี้และก็รู้สึกเต็มอิ่มกับสถานที่หลายแห่ง …ถึงแม้ว่าผมจะติไว้บ้างพอควร ผมก็ยังรู้สึกชอบที่นี้

เพราะฉะนั้น …ถ้าเกิดวันไหนอยากไปเที่ยวรวดเดียว วันเดียวจบ …ก็แนะนำที่อำเภออัมพวานี้แหละสนุกแน่นอน

….สำหรับเวบแนะนำการท่องเที่ยวที่สมุทรสงคราม(คลิ๊กที่นี้)….

โหราศาสตร์กับความจริง

กรกฎาคม 7, 2006

รูปจาก adg.us 

ผู้อ่านหลายคนคงเคยได้อ่านบทความที่มักจะโจมตี เยาะเย้ย และกล่าวหาว่าโหราศาสตร์และการดูดวงว่าเป็นความเชื่อที่งมงายและไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเพราะเชื่อกันว่าชีวิตของทุกคนดำเนินไปด้วยการตัดสินใจของตนเองล้วนๆไม่มีการบีบบังคับโดยสิ่งใดทั้งสิ้น และถ้าจะกลับไปเลือกเดินอีกทางหนึ่งก็ย่อมกระทำได้แน่นอน

แต่ไม่รู้ว่ามีผู้อ่านคนใดรู้สึกอย่างผู้เขียนหรือไม่ว่า…

มีอยู่บางทีที่เมื่อผู้เขียนไปอ่านหนังสือดูดวง(ตามร้านขายหนังสืออันนี้เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง แต่ยังไงก็ไม่ซื้อนะ) ก็กลับงุนงงว่าบางวันทำนายได้แม่นมาก อย่างทำนายว่า วันอาทิตย์ที่แล้วต้องออกไปทำงานข้างนอกบ้าน วันจันทร์จะเช็คอีเมล์ หรือบางทีก็บอกว่าจะมีคนรู้จักมาแนะนำหมอเก่งรักษาโรคให้ ซึ่งหลายๆตัวอย่างไม่เหมือนที่มีบางคนแย้งว่า พวกหมอดูพยายามที่จะใช้คำพูดกลางๆเข้าไว้ แต่เห็นได้ชัดว่าหนังสือเหล่านี้ระบุกิจกรรมได้อย่างเป็นวงแคบมาก

นี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าความจริงแล้ววิชาดูดวงพวกนี้อาจมีความจริงในระดับหนึ่งได้ จึงเป็นที่มาของข้อเขียนในวันนี้เพื่อเป็นการเปิดกว้างทางความคิดและการยอมรับมากขึ้น

จากการค้นหาประวัติของโหราศาสตร์ก็พบว่าเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นมาตั้งแต่ในอาณาจักรบาบิโลเนียน ก่อนที่จะผสมเอาการดูตามดวงดาวของทางอียิปต์เข้ามา แล้วหลังจากนั้นก็แพร่กระจายต่อไปยังยุโรป รอบๆตะวันออกกลาง และอินเดีย หลังจากนั้นในช่วงของพระเจ้าอโศกมหาราชก็เริ่มแพร่เข้าสู่คาบสมุทรอินโดจีนผ่านทางชาวอินเดียที่อพยพเข้ามา

โหราศาสตร์นั้นเกิดจากการที่มนุษย์นั้นได้จดบันทึกหาความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาวและผู้คน เช่น ถ้าเกิดพบว่านาย ก.ป่วยเป็นโรค ก็จะบันทึกว่านาย ก. นี้เกิดเมื่อไร พร้อมกับตรวจสอบว่า ณ วันนั้นดวงดาวต่างๆมีตำแหน่งอย่างไรบ้าง เมื่อใกล้ถึงวันที่มีตำแหน่งดาวที่ทำให้เกิดโรค คนทีี่มีราศีเดียวกับนาย ก. ก็ควรระวังไว้ เป็นต้น ซึ่งการจดบันทึกนานวันเข้าก็ยิ่งทำให้การทำนายต่างๆเที่ยงตรงขึ้น

แต่หลายคนอาจจะบอกว่า ดวงดาวกับชีวิตคนมันจะเกี่ยวกันได้ยังไง เป็นเหตุและผลที่ไม่เกี่ยวโยงกัน พูดง่ายๆ เอ้ย! พูดเป็นภาษาวิชาการก็คือเป็นการสำรวจทางสถิติทีี่ผิดพลาดนั้นเอง

แต่เมื่อลองคิดให้ดีว่าวิทยาศาสตร์ในสมัยปัจจุบันยังหาข้อยุติในบางเรื่องไม่ได้ เช่น สาเหตุการสูญพันธุ์ของโดโนเสาร์ จักรวาลจะมีจุดจบหรือไม่ คำอธิบายโครงสร้างและมิติของจักรวาล และอื่นๆอีกมาก ก็จะเห็นได้ว่ามุมมองของมนุษย์ในขณะหนึ่งย่อมจำกัดอยู่กับสิ่งที่ตนเองมีความรู้และรู้สึกผ่านประสาทสัมผัสเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น การที่หมาชอบหอนเวลารถขายผลไม้ขับผ่าน บางคนก็จะบอกทำนองว่าทำไมหมาหอนตอนกลางวันแสกๆ(ท่าทางไปโยงกับเรื่องผี) บางคนก็หาคำตอบไม่ได้ แต่ก็มีหลายๆคนจับทางถูกว่าต้องเกี่ยวกับเสียงประกาศจากรถผลไม้แน่ๆ ซึ่งก็จริงเพราะเสียงนั้นไปสร้างความถี่บางอย่างที่ไปกวนหูของหมา ซึ่งความถี่อยู่นอกเหนือความสามารถได้ยินของหูคนเรา(อันนี้ความรู้ฟิสิกส์ตอนมัธยม) ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าจะมีกลุ่มคนบางส่วนที่จับความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ตรงนี้ และไม่ได้ยินเสียงที่หมาได้ยิน

เช่นเดียวกัน โหราศาสตร์ก็มีสิทธิ์มีความเป็นจริง เพราะยังไม่มีการทดลองใดๆมาคัดค้าน(แต่ก็มีการทำนายที่ผิดพลาดเป็นตัวอย่าง อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าหมอดูทุกคนไม่ได้เก่งเสมอไป และตัวศาสตร์นี้ก็เกิดจากการรวบรวมข้อมูล ซึ่งบางทีข้อมูลเหล่านั้นอาจยังไม่เพียงพอ)แต่ก็ยังคงมีสิทธิ์เป็นวิชาจอมปลอมขึ้นมาได้

แต่ที่น่าคิดมากๆก็คือ ถ้าโหราศาสตร์และวิชาดูดวงอื่นๆ ได้รับการตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และพบว่ามีความสัมพันธ์เช่นนั้นอยู่จริง นั้นย่อมจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อแนวคิดทางตะวันตกสองอย่างแน่นอน ซึ่งก็คือ freewill กับ determinism

freewill คือการที่คนเราสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเสรีโดยปราศจากอำนาจแวดล้อมใดๆ determinism คือการคนเราตัดสินใจอันเนื่องมาจากปัจจัยแวดล้อมหรือเหตุต่างๆที่เกิดในอดีต 

ถ้าสมมติว่าโหราศาสตร์ซึ่งก็คือการดูดวงโดยใช้ดวงดาวเป็นจริงขึ้นมา นั้นย่อมหมายความว่าพวกเราต่างก็ไม่ได้กำหนดทางเดินด้วยตนเอง(เป็นdeterminism) ต่างก็ดำเนินชีวิตกันไปตามดวงดาวที่กำหนดให้เดินและก็เป็นการกำหนดที่พวกเราต่างก็ฝ่าฝืนไม่ได้ด้วย …ผลจะที่มีต่อสังคมจากเหตุนี้ยากแก่การคาดเดานัก

อย่างไรก็ตามสิ่งที่หมอดูทั้งหลาย(ที่ดี)นั้นชอบพูดเตือนเสมอก็คือดาวพวกนี้แค่สร้างโอกาสบางอย่างที่เหตุการณ์จะเป็นไปตามคำทำนายเท่านั้น นี้ฟังดูเป็นแนวคิดที่กลางๆมากคือเป็นการยอมรับในแนวคิดอย่างมีสติ และถึงแม้ว่าวันหนึ่งการดูดวงพวกนี้จะถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็อย่าลืมว่าอาชีพหมอดูมีคุณประโยชน์ในการเป็นที่ให้คำปรึกษาแก่คนที่ทุกข์ใจหลายๆคนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ยังรังเกียจการไปพบจิตแพทย์ ดังจะเห็นได้ตัวเลขของผู้ที่มีปัญหาทางด้านนี้แต่ไม่ไปพบแพทย์ถึง 95%(จากนสพ.มติชน 4 กรกฎาคม 2549)

เมื่อมองดูจากความรู้ที่คนเรามีในปัจจุบันก็จะพบว่าพวกเรายังคงอยู่ในถ้ำกันอยู่ ถ้ำแห่งความไม่รู้ ไม่รู้ว่ามีต้นไม้อะไรหรือมีสัตว์อะไรอยู่ข้างนอกบ้าง บางทีการจินตนาการ การสังเกตสิ่งต่างๆ เพื่อคาดเดาสิ่งที่จะเกิดข้างนอกเมื่อเราจะต้องเดินออกจากถ้ำนั้นอาจช่วยขจัดความทุกข์ใจได้บ้าง  แต่ก็มิควรที่จะยึดมั่นจนเกินเหตุเพราะมันก็เป็นการคาดเดาเท่านั้น

สำหรับข้อเขียนนี้คำถามที่ควรแก่การทึ้งท้ายก็คือ…

                คุณยอมรับในความเป็นไปได้ของสิ่งที่ไม่น่าเชื่อแล้วหรือยัง ?

 

อิงข้อมูลบางส่วนจาก

1) http://www.horawej.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=189124&Ntype=3

2) wikipedia.org จากคำว่า astrology