โหราศาสตร์กับความจริง

รูปจาก adg.us 

ผู้อ่านหลายคนคงเคยได้อ่านบทความที่มักจะโจมตี เยาะเย้ย และกล่าวหาว่าโหราศาสตร์และการดูดวงว่าเป็นความเชื่อที่งมงายและไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเพราะเชื่อกันว่าชีวิตของทุกคนดำเนินไปด้วยการตัดสินใจของตนเองล้วนๆไม่มีการบีบบังคับโดยสิ่งใดทั้งสิ้น และถ้าจะกลับไปเลือกเดินอีกทางหนึ่งก็ย่อมกระทำได้แน่นอน

แต่ไม่รู้ว่ามีผู้อ่านคนใดรู้สึกอย่างผู้เขียนหรือไม่ว่า…

มีอยู่บางทีที่เมื่อผู้เขียนไปอ่านหนังสือดูดวง(ตามร้านขายหนังสืออันนี้เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง แต่ยังไงก็ไม่ซื้อนะ) ก็กลับงุนงงว่าบางวันทำนายได้แม่นมาก อย่างทำนายว่า วันอาทิตย์ที่แล้วต้องออกไปทำงานข้างนอกบ้าน วันจันทร์จะเช็คอีเมล์ หรือบางทีก็บอกว่าจะมีคนรู้จักมาแนะนำหมอเก่งรักษาโรคให้ ซึ่งหลายๆตัวอย่างไม่เหมือนที่มีบางคนแย้งว่า พวกหมอดูพยายามที่จะใช้คำพูดกลางๆเข้าไว้ แต่เห็นได้ชัดว่าหนังสือเหล่านี้ระบุกิจกรรมได้อย่างเป็นวงแคบมาก

นี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าความจริงแล้ววิชาดูดวงพวกนี้อาจมีความจริงในระดับหนึ่งได้ จึงเป็นที่มาของข้อเขียนในวันนี้เพื่อเป็นการเปิดกว้างทางความคิดและการยอมรับมากขึ้น

จากการค้นหาประวัติของโหราศาสตร์ก็พบว่าเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นมาตั้งแต่ในอาณาจักรบาบิโลเนียน ก่อนที่จะผสมเอาการดูตามดวงดาวของทางอียิปต์เข้ามา แล้วหลังจากนั้นก็แพร่กระจายต่อไปยังยุโรป รอบๆตะวันออกกลาง และอินเดีย หลังจากนั้นในช่วงของพระเจ้าอโศกมหาราชก็เริ่มแพร่เข้าสู่คาบสมุทรอินโดจีนผ่านทางชาวอินเดียที่อพยพเข้ามา

โหราศาสตร์นั้นเกิดจากการที่มนุษย์นั้นได้จดบันทึกหาความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาวและผู้คน เช่น ถ้าเกิดพบว่านาย ก.ป่วยเป็นโรค ก็จะบันทึกว่านาย ก. นี้เกิดเมื่อไร พร้อมกับตรวจสอบว่า ณ วันนั้นดวงดาวต่างๆมีตำแหน่งอย่างไรบ้าง เมื่อใกล้ถึงวันที่มีตำแหน่งดาวที่ทำให้เกิดโรค คนทีี่มีราศีเดียวกับนาย ก. ก็ควรระวังไว้ เป็นต้น ซึ่งการจดบันทึกนานวันเข้าก็ยิ่งทำให้การทำนายต่างๆเที่ยงตรงขึ้น

แต่หลายคนอาจจะบอกว่า ดวงดาวกับชีวิตคนมันจะเกี่ยวกันได้ยังไง เป็นเหตุและผลที่ไม่เกี่ยวโยงกัน พูดง่ายๆ เอ้ย! พูดเป็นภาษาวิชาการก็คือเป็นการสำรวจทางสถิติทีี่ผิดพลาดนั้นเอง

แต่เมื่อลองคิดให้ดีว่าวิทยาศาสตร์ในสมัยปัจจุบันยังหาข้อยุติในบางเรื่องไม่ได้ เช่น สาเหตุการสูญพันธุ์ของโดโนเสาร์ จักรวาลจะมีจุดจบหรือไม่ คำอธิบายโครงสร้างและมิติของจักรวาล และอื่นๆอีกมาก ก็จะเห็นได้ว่ามุมมองของมนุษย์ในขณะหนึ่งย่อมจำกัดอยู่กับสิ่งที่ตนเองมีความรู้และรู้สึกผ่านประสาทสัมผัสเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น การที่หมาชอบหอนเวลารถขายผลไม้ขับผ่าน บางคนก็จะบอกทำนองว่าทำไมหมาหอนตอนกลางวันแสกๆ(ท่าทางไปโยงกับเรื่องผี) บางคนก็หาคำตอบไม่ได้ แต่ก็มีหลายๆคนจับทางถูกว่าต้องเกี่ยวกับเสียงประกาศจากรถผลไม้แน่ๆ ซึ่งก็จริงเพราะเสียงนั้นไปสร้างความถี่บางอย่างที่ไปกวนหูของหมา ซึ่งความถี่อยู่นอกเหนือความสามารถได้ยินของหูคนเรา(อันนี้ความรู้ฟิสิกส์ตอนมัธยม) ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าจะมีกลุ่มคนบางส่วนที่จับความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ตรงนี้ และไม่ได้ยินเสียงที่หมาได้ยิน

เช่นเดียวกัน โหราศาสตร์ก็มีสิทธิ์มีความเป็นจริง เพราะยังไม่มีการทดลองใดๆมาคัดค้าน(แต่ก็มีการทำนายที่ผิดพลาดเป็นตัวอย่าง อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าหมอดูทุกคนไม่ได้เก่งเสมอไป และตัวศาสตร์นี้ก็เกิดจากการรวบรวมข้อมูล ซึ่งบางทีข้อมูลเหล่านั้นอาจยังไม่เพียงพอ)แต่ก็ยังคงมีสิทธิ์เป็นวิชาจอมปลอมขึ้นมาได้

แต่ที่น่าคิดมากๆก็คือ ถ้าโหราศาสตร์และวิชาดูดวงอื่นๆ ได้รับการตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และพบว่ามีความสัมพันธ์เช่นนั้นอยู่จริง นั้นย่อมจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อแนวคิดทางตะวันตกสองอย่างแน่นอน ซึ่งก็คือ freewill กับ determinism

freewill คือการที่คนเราสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเสรีโดยปราศจากอำนาจแวดล้อมใดๆ determinism คือการคนเราตัดสินใจอันเนื่องมาจากปัจจัยแวดล้อมหรือเหตุต่างๆที่เกิดในอดีต 

ถ้าสมมติว่าโหราศาสตร์ซึ่งก็คือการดูดวงโดยใช้ดวงดาวเป็นจริงขึ้นมา นั้นย่อมหมายความว่าพวกเราต่างก็ไม่ได้กำหนดทางเดินด้วยตนเอง(เป็นdeterminism) ต่างก็ดำเนินชีวิตกันไปตามดวงดาวที่กำหนดให้เดินและก็เป็นการกำหนดที่พวกเราต่างก็ฝ่าฝืนไม่ได้ด้วย …ผลจะที่มีต่อสังคมจากเหตุนี้ยากแก่การคาดเดานัก

อย่างไรก็ตามสิ่งที่หมอดูทั้งหลาย(ที่ดี)นั้นชอบพูดเตือนเสมอก็คือดาวพวกนี้แค่สร้างโอกาสบางอย่างที่เหตุการณ์จะเป็นไปตามคำทำนายเท่านั้น นี้ฟังดูเป็นแนวคิดที่กลางๆมากคือเป็นการยอมรับในแนวคิดอย่างมีสติ และถึงแม้ว่าวันหนึ่งการดูดวงพวกนี้จะถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็อย่าลืมว่าอาชีพหมอดูมีคุณประโยชน์ในการเป็นที่ให้คำปรึกษาแก่คนที่ทุกข์ใจหลายๆคนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ยังรังเกียจการไปพบจิตแพทย์ ดังจะเห็นได้ตัวเลขของผู้ที่มีปัญหาทางด้านนี้แต่ไม่ไปพบแพทย์ถึง 95%(จากนสพ.มติชน 4 กรกฎาคม 2549)

เมื่อมองดูจากความรู้ที่คนเรามีในปัจจุบันก็จะพบว่าพวกเรายังคงอยู่ในถ้ำกันอยู่ ถ้ำแห่งความไม่รู้ ไม่รู้ว่ามีต้นไม้อะไรหรือมีสัตว์อะไรอยู่ข้างนอกบ้าง บางทีการจินตนาการ การสังเกตสิ่งต่างๆ เพื่อคาดเดาสิ่งที่จะเกิดข้างนอกเมื่อเราจะต้องเดินออกจากถ้ำนั้นอาจช่วยขจัดความทุกข์ใจได้บ้าง  แต่ก็มิควรที่จะยึดมั่นจนเกินเหตุเพราะมันก็เป็นการคาดเดาเท่านั้น

สำหรับข้อเขียนนี้คำถามที่ควรแก่การทึ้งท้ายก็คือ…

                คุณยอมรับในความเป็นไปได้ของสิ่งที่ไม่น่าเชื่อแล้วหรือยัง ?

 

อิงข้อมูลบางส่วนจาก

1) http://www.horawej.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=189124&Ntype=3

2) wikipedia.org จากคำว่า astrology

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: