Archive for สิงหาคม, 2006

คอมพ์อ่านใจเราได้?

สิงหาคม 29, 2006

หน้าเวบขภ?? mysticalball.com

ผมได้อ่านบทความจากนิตยสารคอมพ์เล่มหนึ่ง ซึ่งได้แนะนำเรื่อง100เรื่องเกี่ยวกับคอมพ์ ผมอ่านหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจว่าคอมพ์สามารถอ่านใจพวกเราได้แล้ว โดยเขาได้ยกตัวอย่างเว็บไซต์ http://www.mysticalball.com/ ขึ้นมาว่าไอ้เจ้าเว็บนี้สามารถอ่านใจของคนเราได้จิงๆ

วิธีการให้เจ้าคอมพ์มันอ่านใจของพวกเราได้ก็คือ อันดับแรกให้พวกเราเข้าไปเว็บที่ว่านี้กันก่อน ต่อจากนั้นให้เราเลือกตัวเลขสองหลักขึ้นมา แล้วจึงนำตัวเลขทั้งสองหลักมาบวกกัน ผลที่ได้ให้ไปลบกับตัวเลขสองหลักที่เราเลือก แล้วให้จำสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับตัวเลขที่เราได้ ต่อจากนั้นให้ไปกดที่ตัวลูกแก้ว ไม่น่าเชื่อสัญลักษณ์ที่เราได้โผล่ขึ้นมาจิง!!! 

ในตอนแรกนั้นผมแทบจะเชื่อซะแล้วว่าคอมพ์อ่านใจของคนเราได้จริง แต่ด้วยความที่ว่าต้องการพิสูจน์อีกครั้ง ก็เลยลองกดตรงที่เขาบอกว่า “Click here to try again.” ปรากฏว่าด้วยความผิดพลาดอะไรสักอย่างของคอมพ์ผม จึงทำให้สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนลูกแก้วกลายเป็นสัญลักษณ์เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ผมไม่เชื่อในที่สุด

ผมกลับลองไปนั่งคิดว่า “เอ… มันจะเป็นไปได้ยังไงหลอกกันตื้นๆ แค่นั้น”

วันต่อมาผมจึงกลับมาที่เว็บไซต์นี้ ลองใหม่อีกครั้ง แน่นอนผมได้สัญลักษณ์เดิมอีกแล้ว ผมลองคลิกที่ “Click here to try again.” แล้วกดที่ลูกแก้วปรากฏว่าได้สัญลักษณ์ใหม่ ผมไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร แล้วก็ลองกดเล่นหลายๆรอบ 

ต่อจากนั้นจึงเริ่มสังเกตว่ารูป(อ้า.. ผมขอใช้คำว่ารูปแทนสัญลักษณ์แล้วกัน พิมพ์ไม่ไหวแล้ว)ที่จะไปโผล่ตรงลูกแก้ว ที่ถึงแม้ว่าจะต่างกันแต่ก็ไปอยู่อยู่บนเลขซ้ำๆกันหลายตัวเช่น 9,27,22 และบนตัวเลขอื่นกระจัดกระจายกันไป แต่ก็มีบางรูปที่ไปโผล่บนตัวเลขอื่นๆที่ไม่ซ้ำกันเลย (ตรงนี้อ่านแล้วอาจงง แต่ลองไปเปิดดูเช็คหลายๆรอบแล้วจะเข้าใจจุดนี้)แสดงว่าคนสร้างเว็บเขาก็พยายามทำให้เนียนอยู่เหมือนกัน

สรุปว่า เว็บที่ว่านี้ไม่ได้ใช่คอมพ์อ่านใจเราแน่นอน เป็นแต่เพียงการใช้กลเลขเล็กๆน้อยๆ ผสมกับการใช้กลหลอกสักอีกนิดเพื่อให้เราหลงเข้าใจผิดไปเอง ผมว่าลองเอาไปหลอกเพื่อนพวกคุณดูรับรองว่าคนที่เขาไม่สงสัยเลย จะโดนคุณต้มจนเปื่อยแน่นอน

อุณหภูมิทางการเมืองที่สูงจนน่ากลัว

สิงหาคม 25, 2006

รูปจาก นสพ.มติชน

เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ม็อบตีม็อบเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางของท่านรักษาการนายกไปยังสถานที่สองแห่ง เหตุการณ์รุนแรงจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเป็นประธานเปิดตัวหนังสือและซีดีที่ระลึกนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้างสยามพารากอน และมีประชาชนตะโกนไล่ จนทำให้ผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณเข้าไปรุมทำร้าย และมีรปภ.ของนายกฯผลักผู้หญิงที่ตะโกนขับไล่จนล้ม ต่อจากนั้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมภายหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับจากการเป็นประธานเปิดงานดิจิตอลล ทีเค ปาร์ค อาคารเซ็นทรัล เวิลด์ โดยมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และมีการวิจารณ์ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบทำร้ายกลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ก็มีเหตุการวางระเบิดลอบสังหารนายกซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการสอบปากคำเกิดแทรกขึ้นมา ซึ่งเหตุการณ์อันหลังนี้ผมจะยังไม่ขอพูดถึง

สำหรับเหตุการณ์ม็อบตีม็อบสื่อบางส่วนได้ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ที่เข้าไปทำร้ายกลุ่มต่อต้านนั้นมีลักษณะร่วมกัน คือเป็นชายฉกรรจ์ล้วนๆและยังมีการแต่งกายในลักษณะคล้ายกันอีก ในขณะที่กลุ่มต่อต้านก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีบางคนที่หน้าซ้ำๆกัน ผลก็คือขณะนี้มีการพยายามของหลายฝ่าย(โดยเฉพาะไทยรักไทย)ที่จะรู้ให้ได้ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังของกลุ่มผู้ชุมนุม

ตรงจุดนี้ทำให้ผมค่อนข้างจะงงกับเป้าประสงค์ของความต้องการนี้เป็นอย่างมาก เพราะบางคนพูดเหมือนกับว่าถ้ามีผู้อยู่เบื้องหลังของกลุ่มชุมนุมนั้นเป็นเรื่องที่ผิด ทั้งๆที่การชุมนุมโดยสงบสามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิทธิของประชาชนไม่ใช่หรือที่สามารถจะจับกลุ่มกัน มีแกนนำ และคอยที่จะหาโอกาสชุมนุมประท้วงในที่ที่ท่านนายกเดินทางผ่านไปได้

แน่นอนผมไม่ได้สนับสนุนความรุนแรง และการชุมนุมที่เกิดความร้ายแรงต่างๆย่อมเป็นสิ่งที่ผิด แต่ตัวต้นเหตุจริงๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุครั้งนี้คือคนที่ลงมือก่อนหรือมีส่วนในการณ์นี้ไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่ผิดกันตัวการชุมนุมเอง

มองดูจากเหตุครั้งนี้แล้วทำให้ผมเริ่มรู้สึกหนาวๆขึ้นมาว่า ถ้าเกิดมีการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพียงแค่กลุ่มคนไม่กี่คนชกต่อย ก็อาจลามไปถึงขั้นใหญ่โตได้ตามที่หลายๆทฤษฏีในจิตวิทยากลุ่มฝูงชน(Crowd Psychology)ได้อธิบายไว้ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงก็คงมีแต่”สติ”และ”สันติ”เท่านั้นที่จะหยุดหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดได้

พวกเราทุกคนต้องตระหนักได้แล้วว่าสังคมไทยไม่ได้รักสงบกันจริง หากแต่ได้ถึงเวลาแล้วว่าต้องหันหน้าเข้าหากันและเคารพในความเห็นของผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็ต้องฟังความเห็นของผู้อื่นด้วย แต่ไม่ถือโกรธในความต่างนั้น ก่อนที่เหตุการณ์รุนแรงกว่านี้อาจเกิดขึ้น และอาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่ใครเลยที่ตกเป็นเหยื่อ …หากแต่เป็นพวกเราทุกคน

เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์-การปะทะกันระหว่างคนหลากธาตุ

สิงหาคม 19, 2006

จาก นานมีบุ๊คส์

นอกจากหนังสือความสุขของกะทิที่ผมเฝ้าและจ้องมองจะซื้อมานาน ก็ยังมีหนังสือเล่มนี้ที่อยู่ในสายตาของผม แต่ก็เหมือนเคยผมกลัวว่าซื้อมาอ่านแล้วจะไม่สนุกหรือไม่งั้นก็อ่านไม่รู้เรื่อง(อันนี้เขาขู่กันไว้)จึงไม่ได้ซื้อมาในทันที อย่างไรก็ตามพอหนังสือเข้ารอบสุดท้ายซีไรท์์ผมก็เลยขอเกาะกระแสซื้อมาซะเลย

เนื้อหาโดยรวมนั้นจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวละครห้าัคนโดยที่แต่ละคนจะมีธาตุกำกับอยู่ห้าอย่างอันได้แก่ ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ และทอง ซึ่งแต่ละธาตุจะมีนิสัยที่แตกต่างกัน รวมไปถึงภูมิหลังความขาดเกินที่ต่างกัน และถึงแม้ว่าตัวละครสองคนจะมากจากครอบครัวเดียวกันแต่ก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน นั้นคือสิ่งที่ทำให้ตัวละครทั้งหมดมีความต่างกันอย่างยิ่งในเรื่องของการตัดสินใจและความเชื่อ อย่างไรก็ตามในแง่ของคำพูดและบทสนทนาผู้อ่านอาจจะไม่รู้สึกต่างกันเท่าไรนัก

ในตอนน้ำ,ดิน,ทอง,ลมและไฟ จะเป็นเรื่องเล่าของที่มาและลักษณะนิสัยของแต่ละตัวละครได้แก่ ช่วง,ส้มหวาน,พลอย,ยอดและโชติ บางคนมีเหตุผล บางคนไร้เหตุไร้ผล บางคนเรื่อยๆง่ายๆ และอีกหลายอย่าง ลักษณะการเขียนบางส่วนจะเหมือนกับว่าผู้เขียนเป็นผู้นำเรื่องเอง แต่บางส่วนก็จะเป็นตัวละครนำเอง เมื่ออ่านไปอาจจะรู้สึกสับสนบ้างว่าที่กำลังอ่านอยู่เป็นเรื่องของใครกันแน่ เนื่องจากคนเขียนมักไม่ทิ้งช่วงนานพอให้ผู้อ่านรู้ว่าตรงนี้เป็นคำพูดของอีกคนนะ บางตอนของเรื่องก็มีลักษณะเป็นเชิงสัญลักษณที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจตัวละคร และสัญลักษณ์บางอันก็ถอดรหัสไม่ออกเลย อย่างเช่นตอนย่อยท้ายสุดของเล่ม

จนกระทั่งมาถึงสองตอนสุดท้ายที่ในที่สุดก็มาถึงฉากที่ตัวละครทั้งห้าบวกหนึ่งมาพบกันที่ภััตตาคารที่ติดทะเลที่สุดในโลก ตอนนี้ผู้อ่านจะได้เห็นบทสรุปของเหตุการณ์ทั้งหมด นิสัยของแต่ละคนจะปะทะสังสรรค์ส่งผลให้เกิดบทสรุปนี้ ความลับที่ฝากไว้ในปกหลังของเล่มจะได้รับการเฉลย(แต่ผู้อ่านต้องคิดกันเอาเองนะ) และก็ยังมีเงื่อนอื่นๆที่ในที่สุดแล้วก็ไม่ได้รับการเฉลย

ประเด็นทางสังคมอันหนึ่งซึ่งผู้เขียนได้หยิบยกขึ้นมา และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่เดียว นั้นก็คือในประเด็นของเพศที่สามโดยเฉพาะกลุ่มเกย์ ซึ่งผู้เขียนได้เล่าลักษณะชีวิตคู่ของคนกลุ่มนี้ ความจำเป็นบางอย่างที่ต้องทำเพื่อปกป้องอาชีพของตน ความอื้อฉาวในกลุ่มบุคคลระดับผู้นำ ความกลัวจากการถูกนอกใจ ซึ่งทั้งหมดตรงนี้ผมขอชื่นชมผู้เขียนคนตรงที่ว่าเขาไม่เคยพยายามบรรยายลักษณะของเกย์เลยว่าเป็นยังไง รวมไปถึงเรื่องของการที่คนๆหนึ่งเกิดเป็นเกย์ได้ยังไงก็ไม่ได้พยายามไปตัดสินตรงนี้ ซึ่งนับว่าสะท้อนโลกความจริงได้ดีระดับหนึ่งเลยที่เดียว

นอกจากประเด็นของกลุ่มเพศที่สามแล้วยังมีประเด็นของชนกลุ่มน้อยและเรื่องของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในประเด็นของชนกลุ่มน้อยเราจะได้เห็นความพยายามของรัฐไทยในการกลืนเขาเข้ามาให้ได้โดยผ่านการศึกษา รวมไปถึงการที่เอกชนพยายามใช้ประโยชน์จากคนเหล่านั้นโดยขาดจิตวิญญาณที่เคารพต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

ยังมีจุดเด่นอีกอย่างซึ่งผมเห็นจากหนังสือเล่มนี้นั้นคือผู้เขียนได้สอดแทรกความรู้เอาไว้มากมาย ตั้งแต่เรื่องในครัว ความรู้ด้านเพลงและดนตรี ด้านวิทยาศาสตร์ หลักศาสนา ด้านจิตวิทยา และหนังสือ ซึ่งแต่ละจุดที่เขายกมานับได้ว่าละเอียดมาก(โดยเฉพาะฉากทำกับข้าว)และคงต้องผ่านการค้นคว้ากันมาเยอะเหมือนกัน

โดยรวมหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกยากและเหนื่อย แต่ผู้เขียนก็มีความสามารถที่จะซ่อนเงื่อนปมเอาไว้ตามจุดต่างๆ มุขตลกเล็กๆน้อยๆ รวมไปถึงลักษณะของประโยคที่กระชับและสั้น จึงทำให้คนอ่านรู้สึกสนุกกับการอ่าน และถ้าพูดถึงสิ่งที่ได้จากการอ่านนั้นในแง่ของบทสรุปผู้อ่านอาจหาไม่พบ แต่ในแง่การทำความเข้าใจความต่างของแต่ละคนผู้อ่านอาจได้จากตรงนี้

หนังสือเล่มนี้แต่งโดยภาณุ ตรัยเวช ซึ่งเขาได้สร้างผลงานมาต่อเนื่องพอสมควรแล้ว และล่าสุดเด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรท์

powered by performancing firefox

wordpress เปิดให้มีการแปลเป็นภาษาอื่นๆ

สิงหาคม 11, 2006

ที่จริงส่วนนี้ของwordpressคงมีการเปิดมานานไม่เท่าไรนัก แต่หลังจากที่ผมเข้ามาอ่านข่าวสารของเขาล่าสุด ปรากฏว่ามีสักสามสี่ภาษาที่มีการแปลเสร็จกันแล้ว ซึ่งเมื่อผมเข้าไปดูส่วนที่เป็นของภาษาไทย มีการแปลยังไม่ถึงสิบข้อความด้วยซ้ำ้ ตรงจุดนี้ทุกคนน่าจะเข้าใจกันดี เพราะถ้าดูจำนวนผู้เข้าอ่านโพสต์สูงสุด(ของผม)มีสูงสุด21คน ซึ่งอาจประมาณได้ว่ามีคนไทยที่ใช้wordpress21คน นั้นหมายความว่ามีคนที่จะแปลตรงนี้ทั้งหมดมีแค่นี้เท่านั้นเทียบกับภาษาอื่นๆไม่ติด ซึ่งอาจจะมีคนเป็นพันๆหรือหมื่น

อย่างไรก็ตามผมว่าทุกๆคนถ้ามีเวลาว่างก็น่าจะเข้าไปแปลก็ได้นะครับ ถ้าปล่อยไว้นานๆผมว่าไม่ดีแน่ บางอันที่เขาให้แปลเป็นแค่คำหรือข้อความสั้นๆเท่านั้น(แต่บางอันก็แปลไม่ได้ หรือไม่รู้จะแปลยังไง) เพราะฉะนั้นผมว่าไม่ครนามือของพวกเราที่นี้หรอกครับ ผมว่าถ้าช่วยๆกันก็มีโอกาสเสร็จ

…อืมลืมบอกไป ทุกคนเข้าไปแปลกันได้ที่ http://translate.wordpress.com/ นะครับ 🙂

ความสุขของกะทิ-สาวน้อยผู้แข็งแกร่ง

สิงหาคม 8, 2006

รูปจาก amarin.co.th

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมาได้ปีสองปีแล้ว แต่ผมไม่กล้าซื้อสักทีเพราะด้วยความไม่แน่ใจกลัวเอาไปอ่านแล้วไม่สนุก เมื่อหลายวันก่อนพอรู้ว่าได้เข้าชิงซีไรต์ประกอบกับจำนวนครั้งที่พิมพ์ก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ จึงตัดสินใจควักกระเป๋าตังค์ซื้อในที่สุด

ในตอนเริ่มต้นนั้นหนังสือจะเล่าถึงชีวิตที่เรียบง่ายของเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งอยู่กับตายายในชนบทแบบไทยซึ่งอบอุ่น ช่วยเหลือเกื้อกูลและเป็นกันเอง ในช่วงนี้ของเรื่องนั้นน่าจะทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ความสุขที่เกิดจากการอ่านได้ แต่ก็สอดแทรกด้วยอารมณ์ความคิดถึงแม่ของเด็กน้อยซึ่งได้หนีจากไปด้วยเหตุทีไม่อาจทราบได้

เมื่อถึงตอนกลางของเรื่อง ในที่สุดยายของเธอก็ตัดสินใจพาเธอไปหาแม่ จากชนบทผ่านเมืองใหญ่และในที่สุดก็ถึงบ้านไม้สีขาวหน้าต่างสีฟ้าริมทะเลหัวหิน ซึ่งความปราถนาของเด็กน้อยก็เป็นจริงเมื่อเธอได้พบกับแม่ แต่เวลาของแม่นั้นกำลังจะหมดลงแล้ว เด็กน้อยพยายามใช้เวลาที่ว่านั้นให้คุ้มค่า ซึ่งถ้าจะให้เทียบตอนนี้กับจังหวะดนตรีก็คงเป็นจังหวะที่เร็วและถี่มากต่างจากช่วงต้นและท้ายของเรื่อง

…และในที่สุดเวลาก็หมดลง เด็กน้อยที่ผู้ใหญ่เกรงว่าจะมิอาจต้านความเจ็บปวดได้ ก็กลับมีความแข็งแกร่งที่น่าประทับใจ นี้อาจเป็นเพราะตัวเธอได้รับความรักที่ดีจนทำให้ยืนหยัดสู้ปัญหานี้

เมื่อถึงช่วงท้ายของเรื่อง แม่ของเธอได้ฝากให้เพื่อนทั้งสามคนช่วยนำพาเธอไปรู้จักกับชีวิตของแม่ ตั้งแต่เกิด เรียน แต่งงาน และมีลูก แม่ของเธอยังได้ทิ้งทางเลือกให้เธอตัดสินใจอย่างหนึ่ง …เป็นทางเลือกที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเธอ ซึ่งเธอได้เลือกทางและวิธีที่แยบคายอย่างมาก เธอไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไม แต่การตัดสินใจของเธอนั้นดูเป็นการบอกพวกเราได้อย่างดีว่าความสุขนั้นอาจไม่ได้อยู่ห่างไกลอย่างที่เราคิด แต่กลับอยู่ใกล้ตัวเรา และห่างไปแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น

หนังสือเล่มนี้แต่งโดยงามพรรณ เวชชาชีวะ ได้รับการแปลไปเป็นภาษาอื่นถึงสี่ภาษา ได้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น ล่าสุดเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ และตอนนี้มีตอนต่อพิมพ์ออกมาแล้วโดยชื่อว่า “ตามหาพระจันทร์”

รูปจาก www.amarin.co.th