บ่น,พัก,คิดและทบทวน

จาก sculpturegallery.com 

คงต้องกล่าวขอโทษด้วยที่เนื้อหาในบล็อกของผมนี้ชักหลากหลายและกระโดดไปมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องการเมือง,หนังสือและต้นไม้ ส่วนในครั้งนี้ก็จะเป็นชีวิตส่วนตัวแบบเต็มๆไปเลยบ้าง ทั้งนี้ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่เขียนถึงมันเพราะทั้งเกรงว่าจะกระทบกับสถาบันที่ตนเรียนอยู่ รวมไปถึงคิดว่าคงไม่มีใครจะมาอ่าน 

แต่ก็ในช่วงนี้ซึ่งผมก็รู้สึกเครียดและสับสนบางอย่างกับสิ่งที่ผมเรียนอยู่กับสิ่งที่ตนเองกำลังสนใจ ทั้งในเรื่องการเมือง หนังสือ และบางจุดยืนของการเมืองนี้ก็แสดงความขัดแย้งกับสิ่งที่ตนเรียน*อยู่ในระดับพอสมควร ยิ่งเมื่อไปเจอคนจำนวนหนึ่งที่เมื่อเข้ามาเรียนคณะนี้ก็กลับพบความจริงอย่างเดียวกันกับที่ผมพบและก็ตัดสินใจออกไปในที่สุด ก็ยิ่งพลอยโน้มน้าวให้ผมไม่ชอบในสิ่งที่ตนเรียนมากขึ้นไปอีก ทั้งที่ตอนแรกก็ไม่คาดว่าสิ่งที่ตนกำลังเข้าไปเรียนจะพิกลพิการกับมิติด้านสังคมขนาดนี้

แต่เมื่อผ่านเลยมาถึงปีสามทุกอย่างมันสายเกินไปซะแล้ว ทำให้ผมถอนตัวไม่ได้ ยิ่งนึกถึงเงินทองที่ลงทุนลงไปโดยพ่อแม่อยู่มากมายเหมือนกัน ก็ยิ่งไม่อยากถอนตัวเข้าไปใหญ่ สิ่งที่ผมทำได้ในขณะนี้ก็คงต้องเป็นการตั้งความหวังใหม่ ตั้งเป้าใหม่ให้กับตนเอง และก็อาจจะเบนไปเรียนทางด้านสหสาขาที่รวมเอามิติทางสังคมมาคิดคำนึงมากกว่านี้

แต่ก็ยอมรับอยู่อย่างลึกๆว่า ไอสหสาขาที่ผมกำลังจะไปเรียนต่อนี้มันจะให้รายได้พอจะเอามาเลี้ยงครอบครัวของผมหรือไม่ ทางเลือกนี้ที่เกิดขึ้นทำให้ผมค่อนข้างกังวลและเครียดอย่างมาก ผสมกับการที่อาจารย์ในห้องสอนไม่ได้เรื่องเท่าไรนัก ทำให้การเรียนเริ่มได้รับผลกระทบ(ที่จริงเริ่มตั้งแต่เทอมก่อน) จากเทอมที่แล้ว2.5จากที่ปกติเทอมก่อนๆ3.5 และเทอมนี้ก็มีสิทธิ์เป็นอย่างนั้นอีก

เพราะฉะนั้นคงถึงเวลาแล้วที่ผมจะหยุดพักอะไรบางอย่าง ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่กินเวลาค่อนข้างมากพอสมควรนั้นคือการทำบล็อกนี้ อย่างน้อยเวลาที่เหลือจะได้นำไปคิดและตกตะกอนตัวเองไปให้มากพอที่จะหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ หรือไม่ก็เอาเวลาไปอ่านหนังสือก่อนที่โอกาสการเรียนสหสาขาที่ว่านี้จะพลอยดับหายตามไปด้วย

ผมขอพักบล็อกนี้ชั่วคราวเป็นเวลาเดือนกว่าๆและคงจะกลับมาอีกทีตอนปิดเทอมไปแล้ว อาจจะประมาณวันที่ 10 ธันวาคม ในช่วงระหว่างพักนี้ถ้าเกิดมะเฟืองสุกได้ที่เมื่อไรจะนำมาโพสต์ทันที และถ้าเกิดมีวีดีโออะไรน่าสนใจจะนำมาลงทันที่ครับ แล้วเจอกันครับ…………………….🙂

*หมายเหตุ ผมไม่ขอบอกว่าผมเรียนอยู่ในคณะไหน เอาเป็นว่ามันไม่ใช่ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือ อักษรศาสตร์ อย่างแน่นอน

6 Responses to “บ่น,พัก,คิดและทบทวน”

  1. Khun T Says:

    ถ้าบอกได้ ก็บอกเถอะ จะได้เป็นพื้นฐาน พูดคุยกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับคุณ SoilMatter อ่านๆแล้วเหมือนเรียนวิชาการตลาด หรือ การโฆษณาเลย

    ผมว่าเรียนอะไรเป็นเรื่องสำคัญต่อหน้าที่การงาน แต่จริงๆแล้วการเรียนรู้หลังจบสำคัญกว่า

    ในหลากหลายวิชาที่เรียน สามารถเลือกงานที่สอดคล้องกับอุปนิสัยตัวเองได้ ยิ่งตอนนี้น่าจะสามารถเลือกลงวิชาเลือกต่างคณะต่างสาขาที่เราสนใจ และจริงๆถ้าเรารู้ว่าเราอยากทำอะไรแล้วจำเป็นต้องเรียนรู้วิชาบางอย่าง อย่างสมมติวิชาบัญชี เราก็สามารถไปลงเรียนได้ โดยไม่ต้องไปสนใจปริญญาบัตร สมมติได้ปริญญารัฐศาสตร์บัณฑิต แต่ลงวิชาบัญชีเพิ่ม ๔ วิชา เฉลี่ยได้ B+ ผมก็ว่าน่าจะหางานบัญชีได้ อันนี้สมมตินะ

    อย่างผมก็เรียนมาในสาขาหนึ่ง แต่ปัจจุบันมีรายได้จากงานที่น่าจะเป็นสาขาอื่นๆ นี่ก็เกิดจากการเรียนรู้เอง ศึกษาเพิ่ม แล้วก็ทำงานในแวดวง ไม่ใช่งานนั้นๆโดยตรงแต่อยู่ในแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรมที่เราสนใจ

    อย่างตอนนี้ก็ลองๆไปป้วนเปี่ยนในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง อีกวิชาชีพหนึ่ง ก็ลองๆดูอาจจะอยากย้าย อาจจะมีโอกาส ยังไม่รู้ ลองแว็บๆไปดูว่าจะน่าสนใจหรือเปล่า

    ถ้าศึกษาประวัติคนหลายๆคน อย่าง Bill Gate เองก็เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ตอนเรียนถ้าจำไม่ผิดก็เป็นวิชากฏหมาย แต่ไปๆมาๆกลับเป็น Programmer คนคิดซอฟท์แวร์ ทำซอฟท์แวร์ขาย

    ถ้าเรารู้ตัวเราเร็ว เราก็สามารถตั้งเข็ม กำหนดแนวที่เราสนใจ อย่างผมเองรู้ตัวช้าไปนิด เตรียมตัวไม่ค่อยดี ไม่งั้นวันนี้น่าจะดีกว่าที่เป็น แต่ผมก็ไม่เสียใจนะ อาจเสียดายบ้าง แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิต

    เรื่องทางจิตใจ เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าวิชาการ ผมเพิ่งรู้ข่าวว่ามีรุ่นน้องที่เรียนเก่ง สอบเทียบมาอยู่รุ่นเดียวกับผมสมัยตรี แต่ทุกวันนี้ต้องเรียกว่าสติแตก ทำงานไม่ได้ เครียดจัดเกินไป

    อันนั้นก็สุดโต่ง อย่างประสบการณ์ที่ผมเห็นมา เรื่องจิตใจ ซึ่งสะท้อนมาเป็นพฤติกรรม เป็นเรื่องที่ทำให้คนไม่เติบโตหรือเติบโตช้าหลายหน อย่างคนทำงานดี เก่ง แต่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ หรือ วิธีพูดที่ออกในแนวบ่นมากกว่าในแนวที่นำไปปฏิบัติได้

    สุดท้าย ๔ ปี ในช่วงปริญญาตรี มันไม่ได้กำหนดชีวิตเราไปทุกอย่างตลอดไป ทางแยก ขั้นบันไดในชีวิตมีมากมาย บางคนเลือกเส้นทางทำงาน ศึกษาเอง แล้วค่อยๆเปลี่ยนไปทิศทางที่ตัวเองชอบ บางคนใช้ปริญญาโท ปริญญาเอก ในการเปลี่ยน ในช่วงนี้ผมว่าถ้าเราเรียนรู้วิธีเรียนรู้ได้อย่างดี ก็เป็นเรื่องที่เราสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตเรา

  2. Korbua Says:

    มีคนเคยบอกไว้ว่าบางครั้งทางที่ไปสู่จุดมุ่งหมายมีหลายทาง บางทางอาจจะอ้อมไปบ้าง บางทางอาจจะตรงไปถึงเลย ที่ต่างกันก็เพียงแต่เวลาที่ใช้กับมันและประสบการณ์ที่ได้ระหว่างทาง สิ่งที่เราเลือกและได้ทำไปแล้ว อย่างไปเสียใจหรือเสียดายเลย เพราะว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมา หาวิธีที่จะเรียนได้อย่างมีความสุขดีกว่าไหม หาวิธีที่จะอยู่กับสิ่งที่เราได้เลือกแล้วให้ได้ดีกว่า มันไม่จำเป็นหรอกว่าเราจะรู้ช้าไปไหม อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเราต้องการอะไร เมื่อรู้แล้วก็ตั้งเข็มใหม่และค่อยๆเดินไปทางนั้น มันไม่มีคำว่าสาบหรอก ถ้าเราตั้งใจจะทำในสิ่งนั้นๆจริงๆ

    ปัญหาที่มีไม่สามารถแก้ได้ถ้าเราไม่มองมันให้ดีๆ และไม่สามารถแก้ได้ด้วยดีถ้าเรายังเครีบดอยู่ มันอาจจะดูหนักหนาอยู่ในตอนนี้ แต่ลองพักมันไว้สักพักดีไหมคะ แ้ล้วค่อยกลับมาแก้มัน พี่เองอยู่ปีสุดท้ายแล้ว จะจบอยู่อีกเดือนนึง ผ่านความรู้สึกที่อยากจะไปเรียนอย่างอื่นมาแล้วเหมือนกัน แต่คิดว่าไหนๆก็ไหนๆ อยู่ปี 4 แล้ว เรียนให้จบๆและจะได้เดินไปตามทางที่เราอยากเดิน ช้าหน่อย แต่ไม่เป็นไร เป็นไงเป็นกัน จะจบด้วย gpa ไม่เกิน 3.00 แต่ก็ไม่ได้เครียดอะไรเพราะคิดว่าใช้ชีวิตมหาลัยคุ้มค่าและดีที่สุดแล้ว คะแนนไม่ใช่ทุกอย่างหรอกนะ ตอนที่พี่ตกเลข เสียใจมากๆที่ไม่ขยันมากพอ แต่มาคิดดูแล้ว ดีออก มันเหมือนเราได้รู้ว่าความรู้สึกของความผิดพลาดมันเป็นยังไง รสชาติชีวิตนะ เกรดไม่ได้ทำให้พี่เปลี่ยนไป ไม่ได้หมายความว่าพี่โง่เลย มันแค่เป็นเครื่องบอกความพร้อมของเราต่างหาก ลองมองสิ่งแย่ๆใหม่ดีกว่าไหมคะ บางครั้งมันอาจจะไม่แย่อย่างที่คิดนะ หลังจากผ่านเรื่องแย่ๆมาพอสมควร พี่ก็รู้ว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเราเสมอ จะทุกข์ จะสุขก็ตัวเรา จะดีไม่ดีก็ตัวเรา ความสำเร็จก็อยู่กับตัวเรา ขึ้นอยู่กับว่าเรามองความสำเร็จของเราคืออะไร อย่าให้ค่าของสังคมมาบอกว่าเราเก่งไม่เก่ง ดีไม่ดี อย่าให้ค่าเหล่านั้นมาบอกว่าเราเลือกถูกไม่ถูก ค้นหาตัวเอง เข้าใจสิ่งที่เราเป็นและต้องการ และค่อยเดินต่อ ไม่เป็นไรหรอกที่เราจะท้อบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา แค่อย่ามานั้งเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ลุกขึ้นมาสู้กับสิ่งที่เราต้องเจอและอยู่กับมัน สู้ๆนะคะ🙂 ยังมีพี่ให้กำลังใจเสมอ

  3. golb Says:

    slowdown and let the strain go by
    ค่อยๆทำไปทีละอย่างครับ ไม่ต้องรีบเวลายังมีอีกเยอะ ออกจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังต้องมีเรื่องให้เรียนอีกจนกว่าจะตายนั่นแหละ ไม่อยากให้มองเรื่องการศึกษาเป็นการลงทุนเลย มันเป็นการพัฒนาชีวิต พัฒนาความคิดคุณมากกว่า อีกอย่างหัวอกคนเป็นพ่อแม่เค้าไม่ได้หวังให้ลูกต้องมาจุนเจือตอบแทนอะไรเค้าหรอก เค้าแค่อยากให้ลูกเป็นคนดี มีความสุข ประสบสำเร็จในสิ่งที่หวังไว้ก็พอ ผมว่านะ ลองมองจากมุมของคนอื่นบ้างนะครับ อย่ามองจากมุมของตัวเองอย่างเดียว คนที่ดูแลเอาใจใส่จนมะเฟืองออกลูกอวบอิ่มน่ากินขนาดนั้น ไม่น่าจะเป็นคนเครียดหรือคิดมากนะ
    … แล้วจะติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน!!! …

  4. k-a-n-t Says:

    เป็นกะลังใจให้เสมอนะคับ….สู้ต่อไปอย่าพึ่งท้อหล่ะ

  5. soilmatter Says:

    ขอบคุณมากๆเลยครับ สำหรับคำปรึกษาและกำลังใจที่แต่ละคนให้มา ผมอ่านของแต่ละคนแล้วก็เริ่มตระหนักได้ว่า ความจริงแล้วทุกอย่างมันก็ไม่ใช่แค่นี้ ยังมีอะไรอื่นๆอีกมากหลังจากเรียนจบ ถึงแม้ว่าในสายตาของผมณตอนนี้ยังไม่ค่อยมองเห็นทางได้ชัดเจนเท่าำไรนัก แต่มันก็เป็นชีวิตมั้งครับที่คงต้องค้นหาอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยๆ ทุกข์สุขและเหนื่อย วงเวียนไปเรื่อยๆและในที่สุดก็ไร้ตัวตนเมื่อถึงเวลาอันควร

    …ผมอ่านมาแล้วก็ยังรู้สึกอีกด้วยว่า ทำไมผมช่างเด็กเสียนี่กระไร ทำไมช่างตื่นตูมและใจร้อนขนาดนี้ ทำให้คิดว่าประสบการณ์ของผมณขณะนี้ช่างน้อยเสียเหลือเกิน นี้ไม่รู้ว่าจะไปเจออะไรในช่วงห้าเดือนแรกของปีหน้า ที่ต้องไปเอ็กเชงอยู่ที่ฝรั่งเศส พอถึงตอนนั้นคงได้นำเรื่องการท่องเที่ยวและอะไรใหม่ๆมาลงในบล็อกนี้

    อีกอย่างหนึ่ง ใช่ครับ.ผมเป็นคนที่คิดมากนะครับ และก็ไม่ใช่คนที่ปลูกมะเฟืองเองด้วย(ผมยังไม่เคยบอกเลยนะคับ ว่าเป็นคนปลูก) เป็นแค่คนถ่ายรูปให้เท่านั้นครับ แม่ผมกับแม่บ้านเป็นคนเลี้ยงดูอีกทีหนึ่ง ท่าทางคราวหน้าผมคงต้องเขียนอะไรลงไปมากกว่านี้ ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนหาว่าเป็นการสร้างภาพ

    สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งครับ🙂 ไม่ว่าจะเป็นคุณที,พี่กอบัว,คุณGolb,และกันต์ เห็นอย่างนี้แล้วทำให้ผมรู้สึกว่าสังคมคนบล็อกนั้นดูมีความห่วงใยและรับผิดชอบกันมากกว่าwebboardเป็นไหนๆ ไว้วันไหนว่างแล้วจะลองเขียนเรื่องนี้ดู เอาไว้เสริมกับที่คุณนิธิเคยเขียนไว้
    ส่วนว่าจะพักบล็อกไว้หรือป่าว คงต้องเขียนน้อยลงหน่อย เพราะสอบแยะจิงๆ

  6. tomwork Says:

    ผมชอบชื่อ Blog นี้ตรงมันเหมือนกับที่ผมเรียนมา
    แต่ผมหากินเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว ด้วยความรู้อย่างอื่น ที่มันต่างกันโดยสิ้นเชิง
    อาจารย์ผมสอนมาว่า ปริญญาบัตร ไม่ใช่เครื่องหมายรับรองว่า มีความรู้ แต่รับรองว่า เราเรียนรู้ได้
    ชีวิตมักไม่ค่อยมีทางเลือกให้เลือกมากนัก ขึ้นอยู่กับว่า เราทำให้ดีพอหรือยังกับเส้นทางนั้น
    เมื่อถึงเวลา ชีวิตมันมีทางออกของมันอยู่แล้ว เชื่อเหอะ…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: