อะไร.. ที่แตกต่าง


ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเรื่องมหาลัยฯออกนอกระบบนั้น ผมไม่ได้เข้าร่วมแต่อย่างใดเนื่องจากติดสอบอยู่ แถมตอนที่เขามีการประชุมเรื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่ด้วย ก็เลยไม่ได้รับรู้เรื่องนี้เท่าไรนัก ส่วนถ้าจะพูดถึงตอนเดินประท้วงต้านรัฐประหาร ผมก็ไม่ได้เข้าร่วมอีกเพราะติดอุปสรรคด้านกิจกรรมอื่นๆ ผมไม่ได้ร่วมเดินขบวนแต่อย่างใด ได้แต่ช่วยอย่างห่างๆเท่านั้น

ถ้าครั้งที่ผมเข้าร่วมชุมนุมจริงก็คงตอนที่จุดเทียนขอนายกฯพระราขทานที่จัดโดยกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นชุมนุมครั้งที่ถูกโจมตีจากนักวิชาการจำนวนหนึ่ง และทำให้หลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยถอนตัวออกไป

ในการชุมนุมครั้งนั้นผมไปกับพ่อแม่ของผม ซึ่งกว่าผมจะชวนให้พวกท่านมาได้ก็เหนื่อยพอสมควร แถมเกือบทะเลาะไปแล้วด้วย กับเพื่อนของผมที่พยายามชวนแล้วชวนอีกก่อนที่จะมาชวนพ่อแม่ ทั้งที่ดูหน่วยก้านแล้วก็ดูไม่น่าจะเป็นคนขี้ขลาด น่าจะรู้เรืองการเมืองบ้างหรืออย่างน้อยก็มีหัวคิดรอบรู้มองการณ์ไกล ก็ได้รับการปฏิเสธหรือบางรายถึงกับต่อว่าในทำนองว่าผมเป็นพวกหลุดโลก,บ้า,อยากตาย,ทำตัวแก่ บางรายเรียนเก่งมากๆแต่พอถามเรื่องการโกงของรัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ยังคงแสดงความชื่นชมหรือไม่งั้นก็ตอบแบบไม่ลงลึกไปที่เนื้อหา

ทำไมผมถึงคาดหวังให้คนเรียนเก่งในคณะผมรู้และเข้าใจเรื่องของการโกงในรัฐบาลทักษิณ ก็เพราะว่าคณะที่ผมเรียนอยู่คือคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคไม่ใช่ภาษาไทย ถ้าเกิดคนที่นี้ไม่รู้แล้วก็คงมีคณะบัญชีที่ยังคงพอเข้าใจได้ แต่ก็นั้นแหละดูเหมือนแต่ละคนจะมัวเอาเวลาไปเดินช็อปปิ้ง ดูละครเกาหลี ดูบอล เล่นเกม และเรียนหนังสือกันลูกเดียว โลกจะเป็นยังไงไม่สน จะสนก็แต่เมื่อออกสอบเท่านั้น

ถึงแม้ผมจะไม่มีหลักฐานยืนยันถึงจำนวนนศ.ที่เข้าร่วมการชุมนุมไม่ว่าจะต้านทักษิณ,ต้านรัฐประหาร,ต้านม.ออกนอกระบบว่ามีเท่าไรกันแน่ แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าจำนวนเทียบแบบไม่ติดฝุ่นกับตอน 14 ตุลาฯ และแม้ว่าจะมีกลุ่มนศ.เคลื่อนไหวอยู่ก็มีสั่ดสวนน้อยกับจำนวนทั้งหมด

ผมเคยถามเพื่อนคนหนึ่ง(แน่นอนต้องสนใจเรื่องการเมืองและร่วมเคลื่อนไหวหลายครั้ง)ว่าอะไรคือสาเหตุ เขาคิดว่าเป็นเรื่องการศึกษา แต่ผมค้านว่าการศึกษาสมัยนี้ก็ใช่ว่าจะต่างจากสมัย 14 ตุลาฯ ยังคงธำรงไว้ซึ่งความห่วยแตกเมียนเดิม เท่าที่ผมและเขาคิดออกน่าจะเป็น”บริโภคนิยม”ละกระมัง ปัจจัยตัวนี้รุนแรงอย่างชัดเจนในห้วงปัจจุบันนี้ แต่เทียบกับฝรั่งเศสประเทศที่ดังเรื่องแฟชั่นระดับโลก เมื่อตอนต้นปีเขาก็ยังมีนักศึกษาเคลื่อนไหวขอให้รัฐบาลการแก้ไขเรื่องการรับเข้าทำงานจนประสบความสำเร็จ ก็๋แสดงให้เห็นถึงพลังนักศึกษาที่ยังคุกรุ่นอยู่

แล้วอะไร.. ที่แตกต่าง วัฒนธรรมหรือ? วัฒนธรรมเมื่อ30กว่าปีที่แล้วกับตอนนี้มันต่างกันจริงๆหรือ ในที่สุดแล้วคำตอบของปัญหาก็คงนี้ไม่พ้นคำอธิบายที่ว่า ปัจจัยหลายอย่างส่งผลให้ิเกิดขึ้น เป็นอะไรที่ขวานผ่าซากดีแล้วก็ไม่ได้เสนอทางแก้ให้กับปัญหานี้ได้

เพื่อเป็นให้ดูเป็นหลักฐานว่าปัญหานี้กำลังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆผลวิจัยของเอแบคโพลล์ที่ผ่านมาพบว่าจำนวนครั้งและปริมาณการอ่านหนังสือพิมพ์ของเยาวชนและวัยรุ่นมีน้อย ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะได้อ่านกันแต่ก็อ่านกันส่วนใหญ่คนละ16นาทีเท่านั้น หัวข้อข่าวด้านการเมืองอ่าน31.3% และส่วนใหญ่จะอ่านข่าวหน้าหนึ่ง รองลงมาคือข่าวบันเทิง(ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่นี้) ส่วนอีกผลงานวิจัยหนึ่งชี้ว่าเยาวชนขาดจิตสำนึกสาธารณะ ขาดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับสังคม มีแต่เด็กสนใจเรียนซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนเด็กเรียนไม่เก่งก็ไปสร้างปัญหาให้สังคม(อ่านข่าวได้ที่นี้) ทั้งหมดนี้จึงอาจเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันกับการส่วนร่วมทางการเมืองที่น้อยลงของวัยรุ่น

ทำไมการที่นศ.ไม่สนใจเรื่องข่าวสารบ้านเมืองถึงเป็นปัญหามากนัก? คือเคยมีการศึกษามาพบว่า(ผมฟังมาจากอาจารย์รัฐศาสตร์ท่านหนึ่งที่เข้ามาสอนในคณะ) เหตุการณ์เมื่อตอนปี2535 หรือ “พฦษภาทมิฬ” คนที่ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดียวกับที่เป็นนศ.เมื่อตอน14ตุลาฯ เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวด้านการเมืองเหล่านี้ถ้าจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะกลุ่มนักศึกษาในอดีตนั้นเอง อย่างไรก็ตามสำหรับการเคลื่อนไหวเมื่อช่วงต้นปี2549 ยังไม่เคยได้ยิน,เห็น,ชิมการศึกษาเกี่ยวกับผู้ชุมนุมมาก่อน มีแต่ข้อสังเกตกว้างๆที่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประกอบด้วยชนชั้นล่างและกลางเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปได้ด้วยว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เคลื่อนเข้ากลุ่มชนชั้นทั่วๆไปเป็นหลักแล้ว

ถ้าเกิดพลังนักศึกษาไม่สามารถจะฟื้นคืนได้จริง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ผมหวังว่าการเคลื่อนไหวหลักด้านการเมืองคงตกอยู่กับชนชั้นกลางและถ้าเป็นไปได้คนชั้นล่าง ผมยอมรับว่ายังนึกภาพไม่ออกว่าถ้านักศึกษาหมดสถานภาพแล้วกลายเป็นคนธรรมดาหากินเช้าค่ำแล้ว พวกเขาจะเปลี่ยนหัวคิดได้ใหม่ทันทีหรืออย่างไร หรือว่าพวกเขามีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นคนที่สนใจในเรื่องการเมือง (แสดงว่าวัยรุ่นสมัยก่อนมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า”เด็กแนว”สมัยนี้?) !?!

powered by performancing firefox

5 Responses to “อะไร.. ที่แตกต่าง”

  1. k-a-n-t Says:

    อาจเป็นเพราะสภาพสังคมเปลี่ยนไปก้อได้มั้ง…

    เดี๋ยวนี้เด็กไทยถูกสอนมาให้สนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า(เกี่ยวพันถึงอนาคตตนเองในขณะนี้)

    หรือไม่ก้อเลือกสนใจในสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวัน(เพราะต้องเครียดกะความ

    กดดันจากบุคคลรอบข้าง) หรือไม่ก้อคงเพราะเหตุการณ์ยังไม่ร้ายแรงเท่ายุค 14 ตุลา จิงๆแล้วเรา

    เองก้อไม่ค่อยรู้ถึงรายละเอียดอ่ะนะ นี่คงเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนนึงจาก เด็กที่บ้า…แบด

  2. golb Says:

    เท่าที่สังเกตปัจจุบันอาจารย์กับนักศึกษาจะมีอายุใกล้เคียงกันมาก เป็นผลผลิตที่ออกมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน ชุดความคิดเดียวกัน จะแตกต่างกันบ้างตรงความชื่นชอบส่วนตัว ความเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันมันทำให้ขาดความเชื่อถือยำเกรง อาจารย์ขาดการสั่งสมประสบการณ์ที่จะนำมาถ่ายทอดต่อลูกศิษย์นอกเหนือจากวิชาที่สอน อาจารย์ขาดประสบการณ์ที่จะนำมาให้คำปรึกษาแนะแนวศิษย์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าวิชาที่สอนเสียอีกในความคิดของผม นักศึกษามีอิสระเสรีในการคิดแต่จะให้ดีเยี่ยมต้องอยู่บนพื้นฐานแนวทางที่ถูกต้องดีงามที่ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ นี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาถ้านักศึกษามองว่าอาจารย์เป็นแค่พนักงานรับจ้างสอนเท่านั้น

    บ่นซะยาวไม่รู้จะเกี่ยวกันหรือเปล่า แต่ผมชอบแคมเปญสำนึกรักบ้านเกิดนะ เริ่มต้นจากสังคมเล็กๆ ใกล้ตัวก่อน ทำให้เข้มแข็ง สุข สงบแล้วจะขยับขยายจะสร้างเครือข่ายต่อไปยังไงก็แล้วแต่ นี่เป็นพลังนักศึกษาที่น่าชืนชมในความคิดผม พลังนักศึกษาไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของการเคลื่อนไหวเสมอไป อายุไม่น้อยแล้วมักหลีกเลี่ยงการปะทะเสมอ🙂

    ปล. จะมีนักศึกษาสักกี่คนที่จดจำและเข้าใจในปรัชญาของสถานศึกษาที่จารึกไว้ในตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยของตนเองได้บ้าง

  3. soilmatter Says:

    ประเ็ด็นอายุที่ไม่ค่อยต่างกันมากแล้วขาดเคารพนี้ ในคณะผมไม่ค่อยเป็นกันครับ จะเป็นกันก็ตรงทพวกท่านไม่ค่อยสอนเราอย่างครอบคลุมเท่าไร ทั้งๆที่การนำเอาข่าวสารมาเล่าประยุกต์กับวิชาที่เรียน เป็นเรื่องที่จะทำให้เด็กในห้องเรียนรู้อย่างเท่าทันและเข้าใจโลกภายนอกก็ตาม (อย่างไรก็ตาม ผมสังเกตว่าอาจารย์หลายท่านหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่างมาก ในขณะที่บางวิชาเป็นเรื่องของเอกชนสร้างผลกำไรสูงสุด อันนี้มักจะมีตัวอย่างและข่าวประกอบการสอนอย่างดีเสมอ)

    ส่วนเรื่องสำนึกรักบ้านเกิดก็ดีครับ อย่างไรก็ตามเพิ่งไม่นานมานี้ ผมได้ยิน(จากแหล่งข่าวที่น่าเชือถือ)มาว่าจำนวนนศ.ที่ไปเข้าค่ายพัฒนาชนบทของคณะ?ในมหาลัยหนึ่งมีจำนวนลดลงอย่างมากคือเทียบ ห่างกันสามสิบปีแต่คนลดลงไปตั้ง300-400คน ลึกๆแล้วผมคิดว่าควรต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังได้แล้วว่า เยาวชนในปัจจุบีันหายไปทำอะไรกันหมด คือเรื่องจำนวนนี้มันควรจะเฉลี่ยกันไปหลายๆกิจกรรมมากกว่า ถ้ามันเอียงไปด้านไหนด้านหนึ่งมันก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่จะก่อรูปเป็นสังคมในอนาคตด้วย

    เรื่องปรัญชาของมหาลัยฯนี้อย่างผมก็จำได้ครับ แต่ปัญหาคือสิ่งที่ทั้งนศ.และเหล่าอาจารย์ในหมาลัยสนับสนุนให้เกิดนั้นก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตัวอย่างที่ดีสุดคือกิฬา?ประเพณีของสองมหาลัย?ที่จัดทุกต้นปีที่สูญเงินกันไปหลายล้าน ในขณะที่ทั้งประเทศก็ยังมีคนจนอยู่หลายล้านเช่นเดียวกัน

    เห้อ.. เครียดครับ🙂 (แต่ยังยิ้มอยู่)

  4. tomwork Says:

    สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้มีความสุขตลอดปีครับ

  5. golb Says:

    สวัสดีปีใหม่ ขอให้แข็งแรงทั้งกายและใจครับ😀

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: