พื้นเพไม่เหมือนกัน

http://www.flickr.com/photo_zoom.gne?id=41350696&size=m

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี้ ผมสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าผมเริ่มรู้สึกอ่านและจับความรู้สึกของคนที่เมืองไทยได้ยากขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะยังคงอ่านข่าวอยู่บ้าง แต่การขาดการปฏิสัมพันธ์กับสื่ออื่นๆไม่ว่าจะวิทยุหรือโทรทัศน์ซึงคุณภาพอาจจะด้อยบ้างดีบ้าง รวมถึงไม่ได้พูดคุยกันกับคนไทยคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัวกับคนที่มาด้วย ก็ทำให้ผมเขียนอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยได้ยากขึ้น

ตอนนี้ผมยังคงอยู่ในช่วงปรับตัวและคงอาจจะเป็นยังงี้ไปสักพัก เพราะเป็นคนที่ปรับตัวได้ช้าเป็นปกติอยู่แล้วแถมยังต้องมาปรับตัวนิดหน่อยกับคนไทยที่มาด้วยอีก

สัปดาห์ที่แล้วผมได้ไปอ่านโพสต์แนะนำหนังสือ “​อ่าน​(​ไม่)​เอา​เรื่อง​” ​ของอาจารย์ชูศักดิ์​ ​ภัทรกุลวณิชย์​ ในบล็อกFringer.org เป็นหนังสือแนววิจารณ์วรรณกรรมที่ผนวกด้านสังคม,เศรษฐกิจและจิตวิทยามาใช้วิเคราะห์ และทางคุณคนชายขอบได้ยกบทหนึ่ง ซึงเป็นบทที่วิจารณ์สองบทความด้วยกัน คือ”เหมือนอย่าง​ไม่​เคย”และ”มี​แต่พวกมัน” ของ​วิทยากร​ ​เชียงกูล​ ​และ​ ​วัน​ ​ณ​ ​จันทร์ธาร ตามลำดับ

อ่านแล้วก็ทำให้ชุกคิดขึ้นมาว่าความต่างนี้มีอยู่จริง ความต่างระหว่างคนกรุงกับชนบท ถึงแม้ว่าในสังคมไทยเรานี้จะยังไม่เห็นความขัดแย้งถึงขั้นหนองเลือดระหว่างคนสองกลุ่มนี้ก็ตาม แต่จากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วก็คงเป็นตัวอย่างที่ชัดว่าความแตกต่างนี้ไม่ได้แค่เป็นความไม่เท่ากันด้านรายได้เท่านั้น แต่เป็นความต่างในด้านความคิด

คนชนบทมีชีวิตอยู่กินฝากท้องไว้กับทุ่งนาและหลายส่วนก็ยังต้องพึ่งพิงลมฟ้าอากาศอยู่ มีชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดเอื้อเฟื้อกันถึงแม้ในบางครั้งจะอดอยาก มีความรู้และความชำนาญในท้องนาหรืออาชีพด้านพื้นบ้านอื่นๆ มีความสนิทสนมและรู้จักกันทั้งหมู่บ้าน ในขณะที่ชนชั้นกลางที่อยู่ในเมืองมีชีวิตทำงานพึ่งพาเงินเดือน ทำงานแข่งขันกันเรียนแข่งกันให้ได้ประสิทธิภาพมากสุด มีความรู้การศึกษาตามแบบตะวันตก แปลกแยกและไม่รู้จักเพื่อนบ้านมีความเป็นปัจเจกสูงขึ้นเรื่อยๆ มองเข้ามาที่ตนเอง และในหลายครั้งมองตนเองอย่างเลิดเล่อสูงส่งกว่าชนชั้นล่างที่มาทำงานอยู่ในตัวเมือง

“เรา” ชนชั้นกลางในตัวเมือง กับพวกเรากันเองก็มีความต่างมากขึ้นในตัวเอง เรา่ส่วนหนึ่งมีความคิดตามแบบอย่างเมืองจะให้เป็น ชอบความเป็นเมืองและชอบแสงสี เราอีกส่วนหนึ่งยังคงความคิดตามแบบชนบทอยู่อย่างพอเพียงและพอใจ เราส่วนหนึ่งเป็นเป็นเพศใหม่ๆถูกจัดอยู่ในกลุ่มแปลกแยกทั้งที่เคยมีมานานแล้ว เราส่วนหนึ่งเรียนในมหาลัยฯดังในขณะที่ส่วนหนึ่งอยู่ในมหาลัยฯเปิด และยังมีเราอีกหลากหลาย ภายในพวกเรากันเองก็ยังคงมีการกดดัน,มีการรุกรับแย่งชิงกัน,ดูถูก ไม่ก็พยายามเปลี่ยนให้อีกฝ่ายเป็นไปตามที่ตนคิด สังคมไทยโดยปกติแล้วไม่เคยมีความขัดแย้งกันอย่างเปิดเผย เราโจมตีอีกฝ่ายอย่างอ้อมๆไม่เปิดเผย ผ่านการใช้คำพูดผ่านการกระทำที่ไม่แสดงออกโดยตรง

ฉะนั้นความเป็นปัจเจกในหมู่ชนชั้นกลางและชนชั้นร่ำรวยได้สร้างความต่างให้เกิดในหมู่พวกเขากันเอง มองออกมาในภาพรวมความเป็นปัจเจกอิงอาศัยกับตัวเมือง ในขณะที่ความเป็นชนบทอยู่คู่กับการเป็นปัจเจกอย่างน้อยที่สุด

แต่ด้วยความที่สื่อโทรทัศน์แทรกซึมทั่วถึงทุกหมู่บ้าน ผ่านละครนิยายน้ำเน่า ไฮโซไม่ทำงานตบตีแย่งผู้ชายทุกวันไม่ก็ตามจีบผู้หญิงตลอดทั้งเรื่อง เลยทำให้ชาวบ้านในชนบทเริ่มแทรกซึมแนวคิดแบบคนเมืองแบบบริโภคนิยม จับจ่ายใช้สอยแบบคนเมือง ความจริงมีงานเขียนทางวิชาการบางชิ้นด้วยซ้ำไปว่าชนบทของไทยเป็นแบบกึ่งพอเพียงมาตั้งแต่สมัย 100 ปีที่แล้ว

การติดหนี้ติดสินของขาวบ้านจึงมีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายตามปกติ การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยสูงเกินรายได้ การที่ลูกหลานทึ้งพ่อแม่ไว้ก็กับบ้านโดยไม่ส่งเสียเลี้ยงดูอีกเลย แต่ทั้งนี้หลายส่วนมีสาเหตุพื้นฐานคือการบริโภคตามแบบคนในตัวเมือง ทางออกหลายๆอย่างของตัวชนบท ก็คือต้องเข้ามาทำงานในตัวเมือง ไม่ก็ค่านิยมส่งเสริมให้ลูกสาวมีผัวเป็นฝรั่ง ทั้งหมดนี้อาจไม่มีผิดถูก ขึ้นอยู่กับตัวคนว่าเขาชอบพอใจแค่ไหน คนรอบข้างต้องเดือดร้อนหรือไม่

ที่สุดแล้วความเป็นปัจเจกกำลังแผ่ขยายไปทั่วทุกแห่ง ทุกๆคนมีความต่างกันมากขึ้น ไม่ว่าจะทางนิสัย,แนวคิด,อุดมการณ์,และรายได้ ความแตกต่างได้สร้างความขัดแย้งขึ้นมาหลายครั้ง และหลายครั้งด้วยกันที่ยากแก่การแก้ การลดความเป็น”ตน”เท่านั้นจึงจะสามารถแก้ได้ หรือความเข้าใจรู้จักรักและเสียสละก็สามารถไขโซ่ตรวนปัญหาได้ แต่กระนั้นหลายครั้งอีกแลที่ความต่างได้สร้างผนังปูนกั้นทุกอย่างตลอดกาล

powered by performancing firefox

4 Responses to “พื้นเพไม่เหมือนกัน”

  1. Khun T Says:

    อาชีพเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงมาก ในแง่ผลกำไรผมไม่แน่ใจว่ามากพอที่คุ้มค่าความเสี่ยงหรือเปล่า อบ่างเช่น สมมตินาเกิดล่มไปกลางครัน ต้องใช้การทำนาที่สำเร็จกี่ครั้งหรือกี่ปีที่จะล้างขาดทุนนั้นไปได้

    เรื่องนี้อยากเห็นคนทำโครงการตัวอย่าง เหมือน feasibility study หรือ investment plan ขึ้นมาจะได้เข้าใจและเห็นภาพชัด ก่อนที่จะไปพูดเรื่องฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเกินตัว

    แล้วถ้าบวกไปถึงถ้าหากมีเด็กที่กำลังเรียน อย่างต้องให้ลูกเรียนตรีที่จังหวัดอื่น คิดว่าต้องเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ต่อเดือน

    อย่างผมเคยเจอข้าราชการครูสองคนผัวเมียเงินเดือนรวมไม่น่าเกิน 45,000 บาท ส่งลูกเรียนตรีกรุงเทพ เฉพาะคชจ.ลูกเดือนละ 10,000 บาท ค่าหน่วยกิจ น่าจะตกประมาณ 40,000 บาท นี่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกคนนี้คนเดียวประมาณเท่ากับรายได้ของครอบครัวสามเดือนแล้ว

  2. golb Says:

    น่าจะแก้ได้ถ้าเข้าใจและยอมรับความต่างของกันและกัน เห็นด้วยกับการลดความเป็นตัวตนเพราะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ แต่ต้องอาศัยเวลาและการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่มีวิธีสำเร็จรูปที่แกะกล่องแล้วใช้ได้เลยทันที

    สำหรับเกษตรกร ปัจจุบันมีทางเลือกและตัวอย่างความสำเร็จในการปลดหนี้สินได้อย่างยั่งยืนปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมมากมาย เพียงแค่เรารู้จักรอและพอให้เป็นเท่านั้น

  3. บ้านสวนกาแฟ « Golb Says:

    […] อย่างที่ soilmatter ว่าไว้ในเรื่องพื้นเพที่แตกต่าง […]

  4. soilmatter Says:

    เรื่องงานวิจัยที่ Khun T พูดถึง ผมเองยังไม่เคยเห็นเมียนกันและก็อยากจะเห็นด้วย ได้แค่อ่านข่าวเกียวกับการใช่จ่ายของคนชนบทซึ่งมีคนไปทำวิัจัยกันมา(ผมจำไม่ได้ว่าไปอ่านที่ไหน) จึงนำมาเขียนตรงนี้แล้วก็เคยไปเข้าค่ายประเภทพัฒนาชนบทจึงรู้ว่ามีการใช้จ่ายเกินตัวนี้อยู่จิง เช่นเครื่องเสียงขนาดใหญ่ เป็นต้น แล้วถามบ้านไหนก็ติดหนี้กันทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าติดหนี้ประเภทจ่ายคืนภายหลังได้

    เรื่องค่าใช้จ่ายด้านการศึกษานี้ น่าเห็นใจที่สุด ผมเคยไปอ่านเจอเด็กชนบทคนหนึ่ง เขาเรียนเก่งมากแต่พอจะเข้ามหาลัยฯ พ่อแม่ก็ส่งไม่ไหวเลยต้องมาทำงานต่อ ยัังสงสัยว่าทำไมเขาไม่ไปแข่งเอาทุนการศึกษา ปัญหาอาจจะอยู่ที่จำนวนของทุนไม่พอกับความต้องการ ไม่ก็โดนคนอื่นซึ่งเรียนพิเศษมากกว่า มีหนังสือเยอะกว่าแข่งตัดหน้าไปหมดแล้ว

    พอพูดถึงตรงนี้แล้ว อดนึกถึงความสงสัยของชาวญี่ปุ่นที่มาเอ็กเชงที่มหาลัยฯผมได้ว่า เขาสงสัยว่าทำไมในมหาลัยฯนี้ถึงมีแต่คนผิวขาวๆทั้งนั้นไม่เห็นคนผิวคล้ำซักเท่าไรเลย นี้ก็คงจะเป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นได้ว่า ที่นั่งในมหาลัยฯถูกยึดโดยคนฐานะดีไปแยะแล้ว โดยคนที่มีอุปกรณ์และการเรียนพิเศษที่เยอะกว่า ส่วนคนผิวคล้ำมักจะไปอยู่คณะด้านนอกที่การแข่งขันน้อยกว่า นี้เป็นเรื่องจริงที่สังเกตได้และไม่ได้มีสาเหตุจากเรื่องของระดับสติปัญญาแต่อย่างใด มีสาเหตุใหญ่ๆมาจากฐานะการเงินล้วนๆ

    ถึงคุณ Golb เห็นด้วยครับว่าทำได้ยากมากและต้องใช้เวลา เพราะเราแต่ละคนผ่านอะไรมาแตกต่างกัน แต่ทางออกของปัญหานี้ก็มีอยู่แค่ทางเดียวเท่านั้น ถ้าอยากจะแก้ก็ต้องทำ ไม่ยังงั้นก็ต้องขัดแย้งไปตลอดเหมือนในหลายพื้นที่ของโลกตอนนี้ อ้างเรื่องศาสนาไม่ก็หลักการที่ตัวเองตั้งขึ้นเข้ามาฟาดฟันกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: