ไร้เดียงสาและสับสน

จาก flickr.com

เด็กคนหนึ่งเกิดเมื่อสิบปีก่อน เขาอยู่ในครอบครัวชั้นกลาง เขาขาดแคลนอาหารไหม ..ไม่

โตขึ้น เขาพบว่าถูกห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนฐานะดีกว่า หลายคนเก่งกว่าเขา หลายคนสมบูรณ์แบบกว่า หลายคนเข้าสังคมได้ดีกว่า หลายคนจบไปด้วยเกรียรตินิยม หลายคนเข้ามหาลัยฯดังของโลก หลายคนขับรถเป็นตอนม.4 หลายคนพ่อแม่เชียร์ให้เข้าผับ หลายคนเรียนพิเศษทั้งวันแทบไม่พัก หลายคนเอาใจอาจารย์ บางคนเลิกคบเพื่อนเพราะมันเบี้ยวงาน หลายคนรังเกียจคนแต่งตัวแย่กว่า

และเขาละมีอะไร เขามีความสุขกับชีวิตวันๆ เขามีชีวิตไม่สมบูรณ์แบบ เขาไม่ใช่ผู้นำ เขาไร้หนทาง เขาไร้ประสบการณ์ เขาอยากอยู่กับพ่อแม่ เขาอยากมีชีวิต เขาไม่อยากอะไร แต่ลึกๆนั้นเขาสับสน..

ทุนนิยมและความเชื่อในการบริหารจัดการให้อะไรกับเราบ้าง มันสอนว่าทุกอย่างต้องทำให้ได้ประสิทธิภาพ ทุกอย่างใช้เวลาน้อยสุดใช้ทรัพยากรน้อยสุดเพื่อผลที่สูงสุด เราจึงได้เห็นการที่เร่งให้เด็กโตวันโตคืน หวังว่าเขาจบออกมาจะร่ำรวยมหาศาล แน่นอนมีเด็กส่วนหนึ่งที่เก่งจริง แล้วเด็กที่ด้อยกว่าละเขามีอะไร สังคมมีแต่เชิดชูผู้นำ ผู้นำคือคนที่ทุกคนจำได้และเงินเืดือนมากสุด แล้วผู้อื่นละ.. เขาส่วนหนึ่งหันไปสู่โลกออนไลน์ โลกที่ซึ่งมี่เรียนรู้และตายกันนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดคนๆหนึ่งก็เก่งได้บนโลกใบนั้น แค่กดๆก็ได้แล้ว แล้วชีวิตบนโลกจริงละที่คนข้างๆเขายังรอคอยอยู่

เด็กคนหนึ่งเกิดเมื่อสิบปีก่อน เธออยู่ในครอบครัวชาวนา เธอขาดแคลนหรือไม่ ..บ้างตอนฝนไม่มา

โตขึ้นเธอพบว่าเธอห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนฐานะดีกว่า เสื้อผ้าขาวสะอาดกว่า ได้เรียนพิเศษเยอะกว่า เธอตั้งใจเรียน เธอขยัน เธอได้คะแนนอันดับหนึ่ง เธอจบม.6 เธอจะเข้ามหาลัยฯดังของประเทศ เธอสอบได้ ..แต่เธอไม่มีตังค์ ไม่มีคอมฯไว้เสิรช์หาทุน เธอไม่ได้เรียนต่อ เธอกลับมาช่วยทำนา เธอสับสน เธอเรียนทำไม..

เศรษฐกิจเมื่อสี่สิบปีก่อนได้เร่งเติบโตมากขึ้นเป็นลำดับ มันช่วยยกพัฒนาชีวิตคนได้หลายส่วน แต่ยังมีคนอีกนับล้านที่ยังยากจน ถึงแม้จะยากจนแต่ยังมีความสุข แต่ถ้าเขาเหล่านั้นอยากจะร่ำรวยเขาก็มีสิทธิ์ แต่ประหลาดนักโลกเมื่อสี่สิบปี่ก่อนคนเลื่อนฐานะกันง่ายดายนัก แต่เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยกลไกมากมายที่ขัดขวาง เราจึงได้เห็นวิธีการอยากรวดรัดมากมาย ทั้งการเล่นพนัน ทั้งการบ้าคลั่งเครื่องรางกันขนานใหญ่ ทั้งมีผัวเป็นฝรั่งหรือไม่ก็อาชีพบริการขายตัว

โลกนี้ ประเทศไทยนี้ มีแต่ความสับสน

Powered by ScribeFire.

7 Responses to “ไร้เดียงสาและสับสน”

  1. Khun T Says:

    เราเกิดมามีสิทธิ์และทางเลือกต่างๆ เลือกที่จะทำ เลือกที่จะไม่ทำ เลือกที่คิด เลือกเรื่องที่คิด เป้าหมายในชีวิตมีหลากหลายที่คนแต่ละคนมีคล้ายกัน แต่ลำดับความสำคัญและน้ำหนักในแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน

    เมืองไทยเราเองก็ยังต้องพัฒนาให้เติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป มาตรวัดทาง GDP เป็นแค่หนึ่งในมาตรวัด ไม่ใช่มาตรวัดตัวเดียวที่สมบูรณ์ การวัดคุณภาพการกระจายรายได้ สุนทรืยะของบ้านเมืองที่อยู่ ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ลองมอง GDP ต่อหัว GDP ต่อตารางกิโลเมตร หรืออื่นๆ หลายๆตัว เราก็จะเห็นว่าเรายังใช้ศักยภาพที่เรามีอยู่ไม่หมด แล้วไม่ต้องเทียบกับประเทศชั้นนำระดับโลก แค่เทียบบ้านใกล้เมืองเคียง หรือทางละตินอเมริกาดูก็จะเห็นได้เอง

    เรื่องการพัฒนาเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งผิดปกติหรือฝืนธรรมชาติแต่อย่างไร มนุษยชาติเริ่มกันมาตั้งแต่การค้นพบไฟ ก่อตั้งหมู่บ้าน เลี้ยงกสิกรรม เพาะปลูกเกตรกรรม การที่เราอยู่ร่วมในสังคมมนุษยชาตินั้นเราสามารถที่จะเป็นผู้ให้ในสิ่งดีๆ หรืออาจกลายเป็นผู้นำในสิ่งดีๆ เราอาจเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำทางพฤติกรรม เราเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อเรื่องต่างๆ ประเทศนั้นไม่มีชีวิต เคลื่อนไหวแสดงออกหรือกระทำโดยตัวมันเองไม่ได้ ระบบระบอบเศรษฐกิจก็เหมือนกัน เราคงไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์มูลนิธิต่างๆที่ตั้งขึ้นมา หรือระดับบุคคลอย่าง Bill Gates หรือ Warren Buffett ที่จะบริจาคเงินก้อนใหญ่และเป็นสัดส่วนสูงมากของเงินที่มีให้กับสังคม

    ถ้าอยากเห็นเด็กชายเด็กหญิงใช้ชีวิตในครรลองที่อยากเป็น เราก็อาจจะต้องเป็นผู้สร้างงาน งานที่มีคุณค่ามากพอหรือราคามากพอที่คนทั่วไปยังมองเห็นคุณค่าเพื่อที่สามารถสร้างงานที่มีระดับรายได้ที่มากพอให้คนไม่ไปทำงานในครรลองที่เราไม่อยากให้เป็น หรือถ้าเป็นปัญหาทางการศึกษา โอกาสทางสังคม เราอาจเข้าร่วมไปเป็นครูผู้สอน แต่เราคนเดียวเราคงสามารถช่วยคนได้แค่ปีละ ๕๐ ถึง ๒๐๐ คนอย่างมาก แต่ถ้าเรามีทรัพยากรมากพอ เราก็อาจที่จะดำเนินการที่ทำให้ช่วยเหลือคนหมู่มากได้

    คงอยู่ที่ตัวเด็กชายและเด็กหญิงนั้นเองที่จะเลือกหรือปราถนาที่จะดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด คนบางคนเกิดมาแต่ไม่มีชีวิต คนบางคนมีชีวิตอยู่ยาวนานถึงแม้จะสิ้นลมหายใจไปแล้ว โลกก็จะดำรงอยู่ต่อไป แต่ถ้าเราไม่ทำในสิ่งที่เราเชื่อ โลกนี้ก็คงไม่เปลี่ยนไปในทางที่เราอยากเห็น

  2. tomwork Says:

    หาตัวเองไม่เจอ จะหาทางเดินให้ชีวิตได้อย่างไร
    สิ่งที่เราไม่ชอบ อาจไม่ใช่สิ่งไม่ดี สิ่งที่เราชอบ ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ดี
    ชีวิตคนส่วนใหญ่ปล่อยให้สังคมเป็นผู้กำหนด
    ประสบความสำเร็จในสังคม แต่ล้มเหลวในหัวใจตัวเอง

    แล้ววันหนึ่งจึงเข้าใจ ทำไมตาแก่บ้านนอกจนๆคนหนึ่ง จึงรู้สึกยิ่งใหญ่กว่ากว่าตอนที่มีรายได้มหาศาล ตำแหน่งใหญ่โต
    หลงโง่หลอกตัวเองมาแสนนาน

  3. jitpan Says:

    เห็นด้วยครับ…

    ที่ว่า โลกนี้มีแต่ความสับสน

  4. soilmatter Says:

    ยอมรับนะครับว่าตอนเขียนโพสต์นี้ ใจหนึ่งก็กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องของตนเอง อีกใจหนึ่งก็อยากเอาเรื่องที่เคยอ่านและเคยเจอมาผสมผสานลงไปด้วย แม้กระทั่งขณะนี้เอง ตัวผมเองก็ยังมีความสับสนในอนาคตข้างหน้า แต่ถึงขณะนี้อีกเช่นกันผมก็มีทางเลือกไว้ในใจแล้ว ผมคิดว่าถึงช่วงหนึ่งเสี่ยงมันก็ต้องเสี่ยง เราชอบอย่างนี้ เราก็ลองเสี่ยงเลือกสิไม่้เห็นเป็นไร อย่าไปมองคนอื่นสิ(และไม่ต้องไปรอให้คนอื่นหลอกด่าด้วย) คนทุกคนในที่สุดมันก็ต้องเดินต่างกันอยู่ดี เหมือนอยู่อย่างเดียวคือยังไงก็ตายกันอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้ผมต้องบอกตัวเองตลอด อย่างที่ Khun T เขียนไว้เสมอ ถึงเวลาต้องทำได้แล้ว

    เท่าที่ผมคิดได้ คำตอบของความสับสนนี้อยู่ที่ความสุขของตัวเราเอง แต่ปัญหาคือความสุขที่ว่านี้ควรจะตั้งอยู่โดดๆหรือไม่ ไม่มีเกณฑ์อะไรมากำกับเลยหรือ งั้นก็ที่เดี๋ยวนี้แก๊งซิงมอเตอร์ไซต์ก็มีความสุข เด็กเล่นเกมออนไลน์กันข้ามวันคืนก็ความสุข คนอยากมั่งอยากมีกันล้นฟ้าก็ความสุข รวยเร็วรวยทางลัดก็ความสุข คำตอบว่าเกณฑ์กำกับอยู่ไหน ..อยู่ในระยะยาวทั้งสิ้น แต่แทบไม่มีการมองไปถึงขั้นนั้นกันเลย ไม่งั้นสิ่งที่เขียนมาก่อนหน้าคงไม่มีอีกแล้ว ลองครั้งเดียวก็เลิก แหมต้องให้คุณลุง Tomwork ช่วยสอนซะนะ

  5. EscRiBiTioNiSt* Says:

    ตั้งแต่มีมนุษย์ในโลก.. โลกนี้มันก็เริ่มสับสนแล้วล่ะคุณ

    มนุษย์ตั้งกฎเกณฑ์ เพื่อให้มนุษย์กันเอง ทำตาม.. ไม่ทำ ถือว่าผิด.. ไม่ทำถือว่าแปลกแยก..

    แค่ทำในสิ่งที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน.. อยากทำอะไร ก็ทำไปเถอะ.. ชีวิตนี้ สั้นนักนะคุณ

    ..

    .

    แค่ความคิดส่วนตัว คุณอาจจะเห็นแตกต่าง.. บางทีฉันยังรู้สึกว่า ฉันประสบการณ์น้อย .. คิดอะไรแบบเด็กๆ..🙂

  6. วู้ Says:

    ขอถามหน่อยเหอะ ว่าถ้าวันพรุ่งนี้เราไร้ชาติไทยอยู่แล้วเราจะอยู่ตรงไหน
    ชนะอยู่บนชาติธงชาติไทยจะมีใครที่ไหนยำเกรง ยามศึกเรารบ ยามสงบ
    เราไม่รบกันเอง แพ้ชนะก็เลือดไทยละเลง เราจะร้องเพลงชาติไทยให้
    ใครฟัง…

  7. ฉลอม จันมณี ( น้องปั๋ง ) Says:

    “ไม่มีความเห็น”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: