Archive for กรกฎาคม, 2008

ร้านอาหารพึงชม

กรกฎาคม 20, 2008

DSC00680

วันนี้ขอพาไปดูร้านอาหารแนวปักษ์ใต้แถวๆบ้านร้านหนึ่งชื่อว่า “พึงชม” ซึ่งพ่อแม่ผมค้นพบมานานแล้วแต่มักจะมองข้ามเสมอเวลาหาอะไรกินนอกบ้าน พวกเรามักจะมองหาไปซะไกลเวลาหาร้านอร่อยๆกินเข้าตำรับใกล้เกลือกินด่าง ไม่ก็วนอยู่กับร้าน “สนั่น” อันมีชื่อเสียงจนเบื่อไปๆตามกัน(แล้วจะแนะนำในโอกาสต่อไป)

แม้ว่าจะเป็นร้านอาหารสไตล์ใต้ๆก็ตาม อาหารในร้านกลับไม่มีรสจัดมากเกินเหตุ ที่สังเกตอาหารส่วนใหญ่จะโดนปรับรสชาติมาบ้างพอสมควรแล้ว และมีความกลมกล่อมอยู่ในทุกๆจาน ความเผ็ดอาจถือได้ว่าเด็กยังพอเอาอยู่(ยกเว้นแกงต้มยำ) คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงว่าอาหารทุกจานจะเผ็ดไปหมด เว้นซะว่าคุณลูกกินพริกชี้ฟ้าไม่ได้เลย

วันนี้ผมสั่งอาหารมาด้วยกันห้าอย่างดังนี้ครับ

1. ไก่ตะเกียบ เป็นไก่ที่เอาเนื้อกระดูกส่วนไหนซักอย่าง กินคู่กับซอสพริกเข้ากันดียิ่งนัก ส่วนใหญ่สั่งมามักจะมาเป็นจานแรกเสมอ

DSC00681

2. ผัดดอกขจรกุ้งสับ นับว่าเป็นผัดดอกขจรที่ผัดเข้ากันได้อย่างดีทีเดียว ผัดดอกขจรที่ผมกินมาจากที่อื่นมักจะหันออกมายังเป็นช่อใหญ่อยู่ แต่ของที่นี้ทั้งกุ้งและดอกขจรจะถูกสับเป็นชิ้นๆให้มีความเข้ากันทั้งสองส่วนผสม แต่ก็ไม่สับดอกซะจนเละเกินไป ที่น่าสังเกตคือเทคนิคการสับให้เป็นชิ้นเล็กๆนี้จะเห็นได้ในสองจานถัดไปและเมนูอื่นด้วย

DSC00686

3. ผัดสามเหม็น ผัดวุ่นเส้นกับสมุนไพรเหม็นๆทั้งสามอย่างอันได้แก่ ชะอม,กระเทียมดอง(ผมว่าไม่เหม็นนะ)และสตอ จานนี้มีจุดเด่นคือเรื่องความหวานมันและกลมกล่อมครับ

DSC00687

4. ใบเหมียงผัดไข่ อันนีเป็นอาหารใต้แท้ๆเลย วันนี้มาแปลกมากครับ ครั้งก่อนที่ผมมากินใบเหมียงจะโดนสับไม่ละเอียดเท่าไรนัก แต่วันนี้คงเปลี่ยนแม่ครัวหรืออะไรไม่ทราบ เขาสับละเอียดมากจนดูเหมือนยำยังไงชอบกล ความหวานมันอร่อยยังอยู่คงเดิมแต่ผมชอบแบบสับไม่ละเอียดมากกว่า

DSC00684

5. ต้มยำเห็ด ชามนี้เป็นเมนูที่เราลองสั่งกันเอง ผมเฉยๆนะครับแต่อย่างพ่อผมจะชอบ  ครอบครัวผมมักจะชอบสั่งทั้งทอด,แกงและผัดให้ครบอยู่เสมอ อาจจะลองดูแกงต้มยำอย่างอื่นดูก็ได้ครับ รับรองรสชาติไม่เลวร้ายแน่

DSC00688

ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยอารีย์(ซอยพหลโยธิน 7) ขับเข้าซอยเล็กน้อยจะเห็นตึกหลังใหญ่ชื่อ “ยศวดี” อยู่ด้านขวามือ ตึกหลังนี้ขนาบข้างด้วยซอยทั้งซ้ายขวา ให้เข้าซอยที่อยู่อันถัดไป(ชื่อว่าซอยเจือจิต) ขับเข้าซอยไปเล็กน้อยจะเจอกับประตูเข้าร้านตรงสุดซอย ตามภาพข้างล่างนี้

DSC00689

ร้าน�าหารพึงชม

ผมเองทราบอย่างเดียวว่าร้านเปิดช่วงเย็นๆถึงสามสี่ทุ่ม และปิดวันอาทิตย์ ช่วงเวลาเปิดจริงๆคือ 11.30 – 14.30 น. และเปิดอีกทีตอน 18.00 – 22.00 น. (อันนี้เอามาจาก เว็บบอร์ดThairunning.com )

หมายเหตุ : โพสต์นี้เขียนค้างไว้ตั้งแต่เดือนมีนาฯแล้ว

Advertisements

เรียกพลโดยสัสดีเขต

กรกฎาคม 8, 2008

สองสัปดาห์ก่อนละมั้ง ที่มีจดหมายมาถึงบ้านผม ให้ผมไปรายงานตัวที่สนามฝึกอะไรสักอย่าง แถวสนามบินดอนเมือง ในจดหมายบอกประมาณว่าผมได้เป็นพลขับอยู่ในหน่วยปืนต่อสู้อากาศยาน โดยผมได้ยศสิบเอก(สอ.) ผมก็เอ้ ตัวผมเองก็ฝึกรด.ครบสามปีแล้วไม่น่าจะมีอะไรอีก

ตอนแรกผมก็พยายามถามเรื่องกับเพื่อนผู้ชายเท่าที่ผมรู้จักนะ ก็ได้ว่าเพือนของผมสองคนมันย้ายที่อยู่ จึงไม่มีจดหมายเรียกตัวไปถึง ส่วนอีกคนตอนเขาเรียนรด.เขาก็เรียนที่กรุงเทพนี้แหละ ตอนนี้ก็ยังทำงานอยู่กทม.อยู่ แต่ที่อยู่ของเขาจริงๆคือต่างจังหวัด และเขาก็โดนหมายเรียกตัวเหมือนกัน สรุปว่าเขาไปโทรคุยกันกับเจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว นายทหารคนนั้นก็บอกว่าไม่ต้องไปก็ได้นะ ส่วนพี่ๆในที่ทำงานก็ไม่เคยมีใครโดนเรียกเลย

ตอนที่จดหมายมาถึงที่บ้านผม ผมกำลังทำงานอยู่ที่ออฟฟิศอยู่ พ่อผมก็เลยโทรไปเช็ค เขาบอกว่าแค่เป็นการเรียกไปรายงานตัวเฉยๆ ใส่เสื้อยืดรองเท้าผ้าใบไปก็ได้ พ่อผมเลยค่อนข้างอยากจะให้ไปนะ เพราะไม่น่าจะเป็นปัญหา แค่ไปวันเดียวแถมยังได้ตังค์ด้วย

จนเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้แหละครับ ก็มีสัสดีเขตโทรเข้ามือถือผม ให้ผมไปเอาเอกสารเพื่อเอาไปรายงานตัวในวันที่เรียกพล ผมก็ถามเขานะว่า เอกสารที่ทางคุณส่งมาก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่อันเดียวกันกับที่ผมจะไปรับนะ เขาก็บอกว่าไม่ใช่ บอกกับผมว่าจำเป็นต้องเอาเอกสารอันนี้ไปใช้รายงานตัว

จนมาวันนี้ นี่แหละตอนเช้าผมจึงแวะที่สัสดีเขตก่อนไปถึงที่ทำงาน ทุกอย่างดูไม่มีอะไรมาก เขาขอเอกสารตัวหนึ่งที่ผมยังไม่มี เขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจะเอามาให้ หลังจากที่ได้เอกสารตัวนั้นแล้ว ให้ผมเซ็นสมุดบันทึกรายชื่อบางอย่าง สามเล่มด้วยกัน

จนมาถึงเอกสารตัวหนึ่ง ซึงถ้าผมจำไม่ผิด ที่หัวกระดาษเขียนว่า “เรียกพล” เอกสารตัวนี้มีลักษณะคล้ายเอกสารทำสัญญาผูกพันเอามากๆ ผมจึงอดถามไม่ได้ว่า ที่ให้ผมไปรายงานตัวในวันเสาร์ที่จะถึงนี้เนี่ย มันต้องไปทำอะไรบ้าง เขาบอกประมาณว่าให้ผมเซ็นชื่อลงไปก่อน แล้วเดี๋ยวจะบอกรายละเอียดอีกที (นั้นทำให้ผมรู้สึกพิกลๆเอามาก) ผมจึงถามคำถามเดิมซ้ำ แล้วเขาก็ยืนยันที่จะบอกรายละเอียดต่างๆหลังจากที่ผมทำการเซ็นแล้ว

ด้วยความที่ผมเห็นว่าที่นี้เป็นสัสดีเขต ตั้งอยู่ในสำนักงานเขตแห่งหนึ่ง ผมจึงไม่คิดว่าตัวเองจะโดนหลอกได้ในสถานที่ราชการ ผมก็เออโอเค เซ็นก็ได้ว่ะ

พอเซ็นเสร็จ นายทหารคนนั้นจึงบอกว่าวันเสาร์ที่จะถึงนี้ จะเป็นการนัดเรียกพล ให้ไปตามในที่อยู่ที่บอกไว้ ถ้าไม่ไปอาจโดนฟ้องร้องโดนหมายศาล ถึงจำคุกได้ (ผมไม่รู้สึกกังวลอะไรเลยกับข้อความในย่อหน้านี้ แต่อาการที่เขาไม่ยอมตอบคำถามผมก่อนผมเซ็นลงไป ทำให้ผมกังวลไม่เลิก)

เมื่อถึงที่ทำงานผมจึงทำการค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เนตเป็นครั้งใหญ่ตามกระทู้ที่ต่างๆ จนรุ่นพี่ที่ทำงานต่อว่าผม (แต่พี่เขาคงเข้าใจผมนะ เพราะผมก็เล่าให้เขาฟังแล้วว่าผมกังวลแค่ไหน) ปรากฏผลว่า การเรียกพลจะทำเป็นแบบสุ่ม จากที่มีการตอบกันในกระทู้ พบว่าหากหลวมตัวไปรายงานตัวในวันเรียกพลจะมีผลผูกผันให้ต้องไปอีก 4-5 ครั้ง ครั้งละ 1-2 วัน ที่ตจว.

อย่างไรก็ตาม คนที่ไปรายงานตัวส่วนใหญ่เห็นว่า การฝึกเบากว่าตอนเขาชนไก่มาก คิดว่าไปเที่ยวก็แล้วกัน แถมยังได้เงิน 500 กว่าบาทด้วย และอาจมีการเลื่อนยศให้ด้วย ส่วนคนที่ยังไม่ไปและได้รับหมายเรียก(ซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนใหญ่ของคนจบรด.ใช้วิธีนี้)จะใช้วิธีการนิ่งเฉย ไม่ไปตามหมายเรียกนั้น ที่น่าเป็นห่วงก็คือมีเคสหนึ่ง ที่หนีหมายเรียกตัวและโดนขึ้นศาลต้องเสียค่าปรับไป(ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหลังจากนั้น) เท่ากับว่าเรื่องจะโดนฟ้องหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของสัสดีเขตว่าจะเอาเรื่องหรือไม่

เท่าที่ผมคิดดู ผมมีสิทธิ์ตกอยู่ในเคสสุดท้ายได้เนื่องจากผมได้เซ็นเอกสารบางอย่างลงไปแล้ว ซึงดูจะเป็นหลักฐานให้ผมโดนฟ้องร้องและแพ้คดีได้ง่ายกว่า แต่ผมเชื่อว่ายังมีโอกาสที่ตัวเองยังไม่โดนฟ้องร้องได้ ก็เลยจะไม่ไปรายงานตัวในวันเสาร์นี้ ผลออกมาเป็นอย่างไร เดี๋ยวผมจะเอามาแจ้งครับ รุ่นถัดๆไปที่โดนเรียกพลจะได้รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร

บอกไปโดยไม่ตั้งใจ

กรกฎาคม 6, 2008

ปกติแล้วผมจะเป็นคนออกเงียบๆขรึมๆผสมความติ๊งต๊อง แต่ก็ออกแนวเรียบร้อย ดังนั้นจึงมีทั้งคนที่คิดและไม่คิดว่าผมเป็นเกย์ รุ่นพี่ที่ทำงานของผมไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงต่างเป็นคนทะลึ่งลามกระดับมหากาฬเลยทีเดียว แน่นอนพวกพี่สาวๆทั้งหลายก็จะเล่นมุขจีบน้องฝึกงานกัน บางคนออกแนวพูดเล่นๆว่าจะกินใครดี ส่วนพี่ผู้ชายจะออกแนวทะลึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคำผวนต่างๆนานา พูดถึงสถานที่ย่านรัชดา การแชร์ซีดีทรัพยากรอันล่ำค้าที่มักจะต้องกระซิบกระซาบขอกันมา

แน่นอนพวกพี่เขาก็ต้องถามกระผมด้วยว่าจะเอาซีดีอันนั้นหรือไม่ ผมก็ปฎิเสธไปนะเพราะไม่อยากสร้างภาพ ถามว่าผมเคยมีอย่างว่า เคยเที่ยวหรือป่าว มีแฟนแล้วหรือยัง ก็ตอบว่าไม่เคย อะไรทำนองนี้ รุ่นพี่คนที่เป็นหัวหน้าผมก็เลยถามว่าผมเป็นเกย์หรือไม่ ช่วงแรกผมตอบไปแนวล้อเล่น จนหลังๆมาผมก็เล่นนิ่งเฉย เพราะไม่อยากไปโกหกใคร ส่วนพี่คนอื่นก็ถามผมมาเป็นพักๆไป

จนมาถึงวันที่ร้องเพลงคาราโอเกะนั้นแหละ ผมก็ขอเพลงไปเรื่อย พวกพี่เขาขอเพลง “I will survive” ให้ผมร้อง ผมก็ร้องได้ห่วยแตกมากนะ เพราะเพลงมันร้องจังหวะโคตรเร็วเลย พ่อกับแม่ผมก็ชอบเพลงนี้กันแต่เอามาร้องทีไรก็เจ๊งกันตามเคย ต้องยอมแพ้จริงๆ จะหวังให้เกย์ทุกคนบนโลกมันร้องเพลง “I will survive” ได้หรือยังไงกัน ไม่ใ่ช่ว่าเป็นเรื่องของคนไทยทุกคนต้องร้องเพลงชาติไทยเป็น ไม่งั้นไม่ใช่คนไทย (จะว่าไปแล้วจำเป็นหรือไม่ว่าคนไทยทุกคนต้องร้องเพลงชาติเป็น ไม่งั้นไม่ใช่คนไทย?)

พี่แต่ละคนพยายามกันจริง คะยั้นคะยอให้ผมนะจะต้องเปิดตัว ปลดปล่อยออกมา แล้วเราจะได้…(อะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน)…ดีกว่า ตัวผมก็ไม่อยากรีบเปิดตัวนะทำงานมายังไม่ถึงเดือน เท่าที่ทราบมาก็มีเกย์อีกคนในที่ทำงานเหมือนกัน แต่พี่เขาทำงานที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ เลยไม่รู้ว่าปฏิกิริยาของคนในทำงานต่อพี่เขาเป็นยังไง เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากๆว่าเราต้องรู้ในจุดนี้ ไม่งั้นอาจเสียหายหนักได้

ด้วยความที่ผมไม่คิดว่าการร้องเพลงสักเพลงจะสื่อถึงอะไรได้ ผมก็เลยเลือกเพลง “อยากรู้แต่ไม่อยากถาม” ผมชอบเสียงของนักร้องคนนี้แต่ไม่ชอบตัวหนังเท่าไรนะ พอผมร้องเท่านั้นแหละ ฮือฮากันใหญ่เลย คิดว่าผมเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

หลังจากวันนั้น ผมก็ใช่มุขเดิมตามเคย ถ้าโดนถามผมก็เล่นนิ่งเฉย จนพี่คนที่เป็นหัวหน้ามาถามว่าผมเป็นหรือเปล่า บอกผมว่าที่ถามไม่ได้จะเอาไปล้อนะ แต่ว่าถ้าชวนไปเที่ยวอะไรจะได้ชวนถูก(ก็คือจะได้ไม่ชวน ไม่ใช่ว่าจะไปแบบของผม) ผมก็อะยอมบอกวะ และก็อธิบายกับพี่ไปด้วยว่าเรื่องพวกนี้ผมไม่สามารถบอกได้ทันที ถึงเวลาที่สมควรถึงจะบอกได้ ส่วนพี่คนอื่นก็คงรู้หมดแล้ว เพราะจากวันนั้นมาผมก็พูดบอกไปอ้อมๆ

ตอนนี้ก็ครบเดือนแล้วครับสำหรับชีวิตการทำงาน ก็จะดูเรื่อง Feedback ด้วยว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร จะได้รู้ว่าไปที่อื่นผมควรจะทำตัวอย่างไรต่อไป ไม่ใช่ว่าทุกที่จะยอมรับคนอย่างพวกผมได้ รวมถึงดูแลด้วยว่าไม่ให้ข้อมูลนี้รั่วไปถึงพนักงานระดับหัวหน้าคนหนึ่งที่รู้จักกับพ่อแม่ผม