Archive for the ‘Travel’ Category

ไปเบลเยียม

เมษายน 13, 2007

ทริปที่ไปเบลเยียม(Belgium)นี้ไปต่อหลังจากกลับมาที่เมืองลีลล์ได้หนึ่งสัปดาห์จากสเปน เท่าที่จำได้ไปช่วงวันเสาร์อาทิตย์เพราะนัดกับเพื่อนฮ่องกงไว้แล้ว ก็เลยจำต้องไปทั้งๆที่สังขาลของพวกเราชาวไทยทั้งสามคนแทบจะลากไปเที่ยวไม่ไหวแล้ว ทริปนี้เพื่อนฮ่องกงนำเที่ยวเองทั้งหมดและซื้อตั๋วรถไฟให้ด้วย(แต่เราก็จ่ายตังค์คืนนะ) ส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยได้อธิบายประวัติแต่ละสถานที่เท่าไร ไม่รู้ว่าเพราะเหนื่อยหรือคิดว่าไม่จำเป็น ก็เลยมีแต่รูปประกอบอย่างเดียวเท่านั้น ไปเที่ยวครั้งนี้ทำให้พวกเราคนไทยทั้งสามคนรู้ซึ้งถึงความทรหดของคนฮ่องกง ทั้งเดินไม่หยุด,เิดินไปกินไป,ห้ามนั่งกินเด็ดขาด บางทีเพิ่งกินเสร็จมาก็เดินเร็วกันแล้วเลยปวดท้องเลยพวกผมสามคน(แต่เพื่อนชาวต่างชาติยังแข็งแรงเช่นเดิม) จนพวกผมทั้งยั้วทั้งโคตรเหนื่อยไปตามๆกันเลยขอแยกออกมากินตั้งหากในวันสุดท้าย เลยเป็นประสบการณ์ให้ทั้่งสองฝ่ายรู้ว่ามันเที่ยวคนละแบบกัน แยกกันเที่ยวคงจะดีกว่า..

บริเวณใจกลางเมือง Ghent
(more…)

Advertisements

โปรตุเกสกับสเปน

เมษายน 5, 2007

มุมหนึ่งข�งเมื�งLisbon

ช่วงปลายเดือนกุมภาฯมีวันหยุดฤดูหนาวยาวหนึ่งสัปดาห์ ผมและเพื่อนรวมกันทั้งหมดสามคนไปเที่ยวโปรตุเกส(Portugal)กับสเปน(Spain) ความจริงแล้วสองประเทศนี้พวกเราไม่ได้กะว่าจะไปเลย แต่ด้วยความที่พวกผมได้วีซ่าเชงเก้นจากกงสุลโปรตุเกสที่เมื่องLille ทำให้เลยต้องไปที่Lisbonเป็นเมื่องแรกของทริปนี้ อย่างไรก็ตามผมขอแสดงความขอบคุณท่านกงสุลและผู้ช่วยที่ได้ช่วยเหลือพวกเราตลอดการไปเยื่อนที่นั้นทั้งสี่ครั้งด้วยกัน(เพราะเอกสารไม่ครบ+ท่านผู้ช่วยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้) ถึงขนาดที่ว่าทั้งลัดคิวให้และก็ให้้พวกเราเข้าไปสอบถามขั้นตอนต่างๆกับตัวท่านกงสุลในห้องทำงาน
(more…)

ไปexchangeที่ลิลล์

มกราคม 6, 2007

เมืงลิลล์ยู่ที่จุุดแหลืงๆ

อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ในคอมเม้นต์ของสี่ห้าโพสต์ที่แล้วว่าจะไปเรียนแลกเปลี่ยนที่เมืองนอก วันนี้ก็เป็นวันที่ต้องบินไปแล้ว ก็อยากบอกก่อนว่าอาจจะพักการเขียนบล็อกไปสักพัก หลังจากที่เคยพักครั้งหนึ่งแล้วกว่าจะกลับมาเขียนใหม่ได้ก็เกือบปีใหม่เข้าแล้ว

ที่ที่ผมจะไปเรียนนี้ชื่อว่า IESEG เป็นสถาบันศึกษาด้านการจัดการและธุรกิจ อยู่ใน Catholic Unoversity ซึ่งมหาลัยฯนี้ตั้งอยู่ในเมืองลิลล์(Lille) ประเทศฝรั่งเศส ก็จะไปอยู่ที่นั้นประมาณห้าเดือนได้ ก็วางแผนอย่างคร่าวว่าคงจะเีรียนประมาณสามเดือนส่วนสองเดือนก็เที่ยวรอบยุโรปด้วยรถไฟ

ไปตอนนี้ก็เป็นห่วงครอบครัวและคนที่อยู่เมืองไทยทุกคน เพราะว่าสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นการพร่องการข่าวของฝ่ายรัฐหรืออาจจะเป็นปัจจัยอะไรก็ตามที่ระเบิดนั้น ดังตูมออกมาได้โดยไม่มีใครยับยั้งทัน เป็นห่วงคนที่อยู่ทีนี้ทุกคน สถานการณ์ 1 ปีจากนี้น่าเป็นห่วง มีทั้งฝ่ายที่เคลื่อนไหวด้วยความหวังดีต่อประเทศและัทั้งฝ่ายที่เห็นแก่ตัวที่พร้อมกระทำทุกอย่างเพื่อสนองตัณหาของตน

ขอให้ครอบครัว เพื่อนๆ และคนไทยทุกคนจงโชคดีและอยู่รอดปลอดภัยในช่วงปีนี้ 2550 ด้วยเทอญ

เที่ยวเพลินๆที่อัมพวา

กรกฎาคม 14, 2006

ก่อนช่วงวันหยุดอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ตอนแรกนั้นไม่รู้จะไปที่ไหนดีตอนวันหยุดเพราะก็รู้สึกกลัวร้อน กลัวฝนตกไปหมด หลังจากก่อนหน้านี้ี่อยู่ในกรุงเทพฯแล้วก็มีฝนตกเข้ามาตลอด ยังไงก็ตามหลังจากที่ท่านผบ.ทบ.(ให้ทายว่าเป็นใคร แต่ไม่ได้อยู่นอกรัฐธรรมนูญแน่นอน)ได้ดูรายการท่องเที่ยวในเครือข่ายเคเบิลยักษ์ใหญ่ที่หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่าทางททท.จะเป็นคนทำรายการนี้ได้แนะนำให้ไปเที่ยวที่นี้ …จึงได้ตัดสินใจกันไป

อำเภออัมพวานั้นอยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเท่าใดนัก สำหรับที่แรกที่ได้ไปนั้นคือวัดบางกุ้งซึ่งมีโบสถ์หลังหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งหลัง จนไม่เห็นเค้าว่าเป็นโบสถ์มาก่อน ให้ความรู้สึกขลังและเก่าในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่ผสมอย่างลงตัวกับธรรมชาติด้วย (สำหรับประวัติคลิ๊กที่นี้)

วัดบางกุ้ง

ในละแวกไม่ไกลกันเท่าไรนักแต่ขับรถไปจะดีกว่า มีวัดบางแคน้อยซึ่งมีอุโบสถหลังหนึ่งที่ภายในตกแต่งด้วยไม้สักแกะสลักที่ละเอียดสวยงามและบรรจง เมื่อประกอบกับไฟตกแต่งที่สาดส่องขึ้นไปทำให้ดูราวกับว่ามีการใช้ทองนำมาแกะ

วัดบางแคน้ย

ส่วนวัดศรัทธาธรรมที่อยู่กันคนละละแวก มีอุโบสถที่ข้างในเป็นไม้สักฝังมุก เป็นวัดที่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่าแตกไม่นานนักได้สร้างไว้เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ ภายในวัดยังมีกาละแมรามัญจำหน่าย ซึ่งเขาจะทำแบบมาห่อด้วยกาบหมากแล้วค่อยตัดเป็นแว่นๆ รสชาติและรสสัมผัสจะออกหวาน มัน แต่เหนียวกว่ากาละแมทั่วๆไป

วัดศรัทธาธรรม

หลังจากที่ไปทั้งวัดสามแห่งนี้แล้ว ผู้เขียนรู้สึกไม่ดีกับการเรียกร้องเพื่อเรี่ยไรให้บริจาคของวัดบางแห่งเท่าไรนัก หลายๆแห่งมีคนประกาศผ่านทางไมค์ตลอดซึ่งดูเสียงดังและไม่สำรวมอย่างมาก บางแห่งพระท่านเกือบจะออกมาจำหน่ายธูปเทียนได้อยู่แล้ว (แล้วที่จริง รู้สึกว่าพระบางรูปยังไปจัดการเรื่องการบริจาคเพื่อสร้างพระอุโบสถใหม่ คือท่านนั่งอยู่ตรงโต๊ะรับบริจาคแผ่นหลังคา) ผมไม่รู้ว่านี้เป็นความผิดของใครอาจจะเป็นของมัคธายกซึ่งบริหารวัดไปๆมาๆจนกลายเป็นบริษัทได้ไงก็ไม่รู้ หรืออาจจะเป็นของพระบางท่าน

วัดหลายๆแห่งทั่วประเทศตอนนี้ พวกเราก็จะเห็นแนวโน้มคือพยายามสร้างกันให้ใหญ่ขึ้นๆ แข่งกันใหญ่กันเข้าไป ซึ่งบางคนนั้นก็ทำเพื่อถวายให้เป็นพุทธบูชาอันนี้ก็น่าเข้าใจได้ แต่ปัญหาก็คือมันทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างย่อหน้าที่แล้วขึ้น มันทำให้หลายๆคนเสื่อมศรัทธา(จากที่ปกติก็แทบไม่ค่อยมีคนสนใจศึกษาหลักธรรมอยู่แล้ว)ซึ่งตรงจุดนี้น่าจะมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไข

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดีของพระพุทธศาสนาก็คือ มีหัวใจของศาสนาที่ไม่แปดเปื้อนง่ายๆ ถึงแม้ว่าจะมีคนพยายามที่จะทำให้เสียหายหรือทำให้ล่มสลาย หลักการต่างๆก็ยังคงอยู่ แต่จุดแข็งตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุอันแก้ตัวได้ว่าวางเฉยต่อปัญหาดังที่กล่าวมาได้

เอาละกลับเข้าสู่การเดินทาง …ตอนกลางวันก็ได้ไปกินที่ร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งซึ่งได้ยินมาว่าอร่อยมากๆ แต่ก็ด้วยคนที่แห่แหนกันมาเที่ยวมากจนเกินไป ทำให้ต้องรอโต๊ะและรออาหารนานมาก และหลายๆปัญหา ทำให้ทุกคนในกรุ๊ปทัวร์จำเป็นต้องตั้งสัตย์ปฎิญาณจะไม่กลับมาที่ร้านนี้อีกต่อไป และตัวผมก็พลอยไม่อยากแนะนำร้านนี้ด้วย

ตอนบ่ายแก่ๆ …ไปที่ตลาดน้ำท่าคาหรือที่เรียกกันว่าตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดน้ำยามเย็น เมื่อก่อนจะมีตลาดตามข้างขึ้นข้างแรม แต่มาสมัยปัจจุบันจึงได้จัดให้อยู่ช่วงเสาร์อาทิตย์เพื่อให้เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว ซึ่งตลาดนี้จะคล้ายๆกับตลาดน้ำดำเนินสะดวกคือมีชาวบ้านพายเรือมาขายข้าว ปลา อาหาร ผลไม้ ในคลอง

ตลาดน้ำัมพวา

และด้วยผู้คนที่แห่แหนมาจากไหนไม่รู้ ทำให้ถนนเข้าตลาดรถติดไปหมด นี้โชคดีที่ยังมีคุณจราจรมาจัดการบ้าง แต่ด้วยผู้คนที่มากทำให้เมื่อเดินไปถึงตลาด บรรยากาศที่มีลักษณะเป็นตลาดน้ำก็กลับทำให้ได้บรรยากาศของสำเพ็งยังไงไม่ทราบ เดินไปเรื่อยๆก็ได้ยินเสียงสนทนาพอสมควรว่าที่คนมากๆนี้เป็นเพราะการโหมโปรโมทมากจนเกินเหตุนี้แหละ

เมื่อเดินไปตามริมคลองสภาพร้านค้าและลำคลองที่ดูสะอาด ประกอบกับลมเย็นๆทำให้บรรยากาศเหมาะแก่การเดิน สังเกตตามทางเรียบริมคลองจะเห็นร้านขายของที่ระลึก อย่างเช่นรูปถ่ายและเสื้อยืด เออ… ผมพยายามหาร้านขายของที่เป็นของไทยๆจริงๆก็ไม่พบ ถ้าจะเห็นก็มีแต่งานแกะสลักเล็กๆน้อยๆ บางร้านนั้นแถมเปิดเพลงแจ๊ซเพิ่มเข้าไปอีกให้ความรู้สึกเพลินๆดี แต่ก็ให้ความรู้สึกขัดแย้งยังไงไม่ทราบเมื่อมองไปยังฝั่งตรงข้ามที่ยังมีเรือนไทยอยู่ อาของผู้เขียนพูดว่า “ร้านแถวๆนี้จะคล้ายกับทางจตุจักร เอาความสะดวกสบายของตะวันตกเข้ามา รวมกับศิลป์ของทางตะวันออก” แต่ปัญหาที่ผมเห็นก็คือสินค้าที่ขายดูเป็นตะวันตกมากเกินไป ผมไม่แน่ใจนะว่านี้เป็นส่วนผสมที่ดีแล้วหรือยัง ซึ่งทุกคนน่าจะเอาไปคิดกันดู

…ถึงตอนค่ำ จุดน่าสนใจอีกอย่างก็คือการไปล่องเรือชมหิ่งห้อยตามลำน้ำซึ่งเป็นอะไรที่หาดูได้ยากแล้วในตัวเมือง ถ้าไปอัมพวาแล้วไม่ได้ดูหิ่งห้อยนี้นับว่าน่าเสียดายมาก ซึ่งเขาบอกว่าถ้าจะให้ดีสุดควรจะมาดูตอนข้างแรมเพราะหิ่งห้อยจะเปล่งแสงได้มากกว่า เมื่อพบเห็นจะมีลักษณะคล้ายๆไฟประดับบนต้นคริสต์มาส แต่จะเป็นแสงสีขาวออกเขียวนิดๆ และเมื่อได้เห็นแสงของหิ่งห้อยที่คล้ายดวงดาวน้อยๆ ประกอบกับลมเย็นๆที่พัดมาทำให้รู้สึกประทับใจอย่างมาก …อืมแต่น่าเสียดายว่าเก็บภาพมาไม่ได้เพราะไม่กล้าใช้แฟลช

เมื่อหมดวัน ผมรู้สึกว่าที่อำเภออัมพวานี้เป็นแบบฉบับที่ดีของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว คือวันหนึ่งหมดไปกับการเที่ยวที่นี้และก็รู้สึกเต็มอิ่มกับสถานที่หลายแห่ง …ถึงแม้ว่าผมจะติไว้บ้างพอควร ผมก็ยังรู้สึกชอบที่นี้

เพราะฉะนั้น …ถ้าเกิดวันไหนอยากไปเที่ยวรวดเดียว วันเดียวจบ …ก็แนะนำที่อำเภออัมพวานี้แหละสนุกแน่นอน

….สำหรับเวบแนะนำการท่องเที่ยวที่สมุทรสงคราม(คลิ๊กที่นี้)….