เข้าสู่ระยะปลอดภัย

พฤศจิกายน 16, 2008

อยากจะบอกให้ทราบนะครับว่า ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่ไปรายงานตัวที่เขามีเรียกพล แล้วมีความเสี่ยงที่ผมจะโดนฟ้องในฐานะที่หนีหมายเรียก ตอนนี้ผ่านมาได้ 4 เดือนแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของหมายศาลอะไรเลยครับ สรุปว่างานนี้ก็รอดตัวไป เป็นการพิสูจน์ว่าหากใครต้องการจะหนีนัดเรียกพล ก็มีโอกาสที่จะหนีได้โดยไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลใดๆทั้งสิ้น

แต่ก็อย่างที่เขียนไว้ในโพสต์ “เรียกพลโดยสัสดีเขต” ว่าเท่าที่ผมค้นหาในเว็บ ก็มีคนโดนฟ้องเหมือนกัน แล้วก็ต้องจ่ายค่าปรับ (เพียงอย่างเดียว?) ทางที่ดีก่อนตัดสินใจควรถามคนที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน หรือที่ดีสุดคือถามคนที่อยู่ในเขต (อำเภอ) เดียวกัน ก่อนนะครับว่าถ้าหนีจะต้องขึ้นศาลหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวสัสดีเขตแต่ละคนด้วยว่าจะเอาเรื่องหรือไม่

อีกอย่าง อันนี้สำหรับหมายเรียกพลของคนที่จบรด.แล้วนะครับ ที่จะโดนเรียกไปเป็นทหารเกณฑ์ไม่เกี่ยว

Powered by ScribeFire.

Advertisements

อดีตคืออดีต

พฤศจิกายน 9, 2008

วันนี้ผมลองนั่งอ่านโพสต์เก่าๆในช่วงเดือนกันยาฯที่ผ่านมา อ่านมันพร้อมๆกับที่คิดนึกย้อนกลับไปในช่วงนั้น มันเป็นทั้งเวลาที่มีสุขและทุกข์สลับกันไปมา เมื่อเรื่องราวนี้เดินทางมาถึงตอนสุดท้าย ผมพบว่าในช่วงเวลานั้นมันเป็นเวลาที่ผมเศร้าและน้อยใจ ปนกับสับสนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

จะว่าไปแล้วผมมานั่งคิดดูดีๆ ผมว่าผมเป็นฝ่ายผิดเองนั้นแหละ ที่นั่งคิดอะไรเพ้อเจ้อไปเอง คิดว่าที่ตัวเองคิดทั้งหมดเป็นความจริง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว …อย่างที่ทุกคนที่อ่านบล็อกผมคงทราบกันดี… มันไม่เป็นเช่นนั้นเลย

ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมจะลบมันทิ้งจากพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ ลบข้อความที่เกี่ยวพันกับเรื่องราวทั้งหมดจากช่วงเดือนนั้น ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนชมว่ามันเป็นโพสต์ไม่กี่อันที่ดีที่สุดของผม แต่ก็นั้นแหละ เรื่องราวที่ผมเขียนทั้งหมด มันเป็นเรื่องส่วนตัว ที่อาจกระทบกับคนที่เกี่ยวข้องได้ หากมีคนพบเจอบล็อกนี้ (ซึ่งก็เป็นไปได้น้อย เพราะผมไม่ได้เป็นคนดังอะไรและก็ไม่เคยเป็นศัตรูกับใคร) แต่ที่ผมทำไป เป็นการเผื่อไว้เท่านั้น (just in case) เพราะถึงแม้ว่าเราจะคาดคะเนเท่าไร เราก็ไม่มีทางทราบได้ว่าผลกระทบมันจะรุนแรงแค่ไหน อย่างไร และยาวนานเท่าไร

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ผม ไม่ว่าจะเป็นขาประจำหรือขาจรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่ผมรู้จักนอกโลกออนไลน์ ขอให้ทุกคนจงโชคดีตามที่แต่ละคนตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องความรัก การงาน การอุทิศตนเพื่อช่วยผู้อื่น การอยู่เป็นเพื่อนกันแม้ในยามคับขัน การปิดทองหลังพระ การช่วยลดโลกร้อน การกตัญญูต่อพ่อแม่ … ถึงที่สุดแล้ว คนเรานั้นหลากหลายและมีหลายทางเลือกเดิน เกินกว่าที่จะคิดออกได้ ขออย่าให้ไปทำร้าย ทำลายใครก็แล้วกันนะ 🙂

หมายเหตุ: โพสต์นี้ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้มีการแสดงความคิดเห็นนะครับ และเนื่องจากสองโพสต์นั้นโดนลบทิ้งไปแล้ว ผมจึงเปิดให้มีการค้นหาบล็อกผมผ่านเสิร์ชเอนจิ้นได้ตามปกติเหมือนเดิมแล้วครับ

รูปจาก: http://blog.makezine.com/archive/2008/03/life_clock.html

Powered by ScribeFire.

ต้องเปลี่ยน…

ตุลาคม 23, 2008

หมู่นี้ผมไม่ค่อยได้อัพบล็อกเลยเพราะไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร ส่วนงานก็เยอะวุ่นวายจนหมดปัญญาสร้างสรรค์เรื่องอื่นๆ แต่ก็นะไม่อยากให้เดือนนี้ผ่านไปโดยไม่ลงอัพเดทอะไรกันเลย และก็บังเอิญจริง พอดีเมื่อวานนี้เปิดหนังสือพิมพ์มติชน เห็นอะไรน่าสังเกตเลยอยากจะเอามาลงดู แล้วก็นะเจ้ากรรมจริงๆ นสพ.ฉบับก่อนๆโดนขายไปให้คนข้างๆบ้านแล้ว เพราะเขาจะเอาไปเก็บขี้หมา โชคดีที่เพิ่งขายไปเมื่อวานเลยยังไปตามถ่ายรูปนสพ.มาได้

รูปด้านล่างเนี่ย มันจะเป็นประกาศรับสมัครงานของหนังสือพิมพ์มติชนอยู่ในหน้าข่าวบันเทิงนะครับ รู้สึกว่าจะประกาศหามานานกว่า 2 เดือนแล้ว (หรือนานกว่านั้น) ลองมาดูกันดีกว่าครับ ว่าประกาศชิ้นนี้มีรูปแบบเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

Oct 7

ประกาศของวันที่ 7 ต.ค. 2551 Read the rest of this entry »

ร้านอาหารรำพึง

กันยายน 4, 2008

DSCF9364

ร้านอาหารที่จะแนะนำในวันนี้อยู่ไกลกทม.ออกไปหน่อยนะครัับ อยู่จังหวัดสิงห์บุรีนู่นแหนะ เป็นร้านอาหารไทยที่เลื่องชื่อของจังหวัดเลยทีเดียว เมื่อก่อนผมนั่งรถมากับครอบครัว แล้วก็จะมาเสียเที่ยวตลอด เพราะขับมาทีไรก็จะเห็นร้านปิดทุกที ขับมาเสียเที่ยวอย่างนี้ประมาณ 2 – 3 รอบเห็นจะได้

จนมาประมาณช่วงเดือนเมษาฯ พ่อผมกับญาติผมอีก 2 คนได้ไปกินร้านนี้ ก็ได้กินกันอย่างอร่อยสุดยอด มีกันแค่ 3 คน แต่กินเข้าไปกันตั้ง 5-6 อย่าง เพราะมันอร่อยจริงๆ อิ่มแล้วก็ยังอยากลองสั่งเพิ่มอีก เลยเป็นว่าหลังจากนั้นก็จัดกินข้าวกับญาติกลุ่มใหญ่อีก 20 คนตามมา 2 ครั้งติดๆกัน

ด้วยความที่วันนั้นมีญาติมากินกันเยอะ เลยสั่งได้ 8 อย่างด้วยกัน ใครไปกันน้อยอย่าทำเลียนแบบนะครับ

1. ทอดมันปลากราย จานนี้ก็ถือว่าอร่อยใช้ได้ตามมาตรฐานทั่วไป

DSCF9324

2. ปลาไวซาเลียนึ่งซีอิ๊ว ชื่อปลาอันนี้จะแปลกมากครับ ไปถามพ่อค้าขายปลาที่ไหนเขาก็คงตอบไม่ได้ เพราะมันเป็นชื่อที่เจ้าของร้านเขาตั้งเอง เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่ง ฝรั่งจ้างให้เขาไปสอนสูตรอาหารให้ถึงที่อเมริกา เห็นว่าได้ไปเที่ยวลาสเวกัสด้วย ได้เงินค่าจ้าง 2 แสนบาท ไปสอนที่เมืองไวซาเลีย แล้วก็คงมีการลองเอาปลาที่เมืองนี้มาทำดู ปรากฏว่าเนื้อออกมาได้เหมือนปลาหิมะมาก แต่ราคาถูกเพราะไม่มีใครกินกัน เลยเป็นที่มาว่าเจ้าของสั่งซื้อปลาชนิดนี้มาตลอด และก็ไม่เปิดเผยว่าปลามันมีชื่อจริงๆว่ายังไง เพราะคงกลัวว่าถ้ารู้กันมากๆแล้วจะทำให้ราคาสูงขึ้น (ตามหลัก Demand & Supply) สำหรับจานนี้ให้คะแนนไปเกือบเต็มเลย

DSCF9336

3. ปลาช่อน 3 รสใส่คะน้า เป็นปลาช่อนที่ทอดจนกรอบ รสออกหวานเล็กน้อย เสริฟ์คู่กับคะน้าครับ ได้คะแนนเกือบเต็มเช่นเดียวกัน

DSCF9338

4. เม็ดมะม่วงผัดไก่กรอบ จานนี้ได้คะแนนเต็มสิบครับ ไก่(บวกกับหนังไก่ปริมาณสูง)ทอดจนกรอบ จนดูเหมือนพวกเรากำลังกินแคบไก่กันอยู่ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเด่นของจานนี้เลยทีเดียว นำมาผัดกับต้นหอมนิดหน่อย จานนี้รสออกหวานเล็กน้อย อร่อยมากๆครับ เป็นจานที่ต้องสั่งมาจริงๆ

DSCF9341

5. ปลาม้าผัดฉ่า จานนี้เผ็ดร้อนพอสมควร แต่คนกินเผ็ดไม่เก่ง(อย่างผมคนหนึ่งละ)ก็กินได้ จานนี้ได้คะแนนเกือบเต็มเช่นเดียวกัน

DSCF9342

6. ต้มยำพุงไข่ปลาช่อน ญาติๆ พ่อแม่ และน้องของผม ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า นี้เป็นต้มยำที่อร่อยอันดับต้นๆของประเทศไทยเลยทีเดียว แต่ก็นะผมเป็นพวกกินต้มยำไม่เก่งเท่าไร เลยเฉยๆกับจาน(หม้อนี้) แต่ขอให้สั่งมากันเป็นการดีกว่าครับ เดี๋ยวจะหาว่าผม bias

DSCF9346

7. ปลาหมึกผัดไข่เค็ม นี้เป็นที่สุดของที่สุดในร้านนี้แล้ว อร่อยสุดยอดโคตรๆ กินแล้วเกือบกรี๊ดแต๊วแตก(อันนี้ เว่อร์นะ) ปลาหมึกคลุกกับไข่เค็มทอดจนกรอบ นำมาผัดกับต้นหอมพอควร ซึ่งจานนี้รสจะออกมันๆเค็มๆกรอบๆ ซึ่งเป็นสามลักษณะเด่นของจานนี้ นักวิชาการด้านการครัวในตระกูลของผม(ก็แม่ๆ ป้าๆ พ่อๆ นั้นแหละ)ยังคงถกเถียงกันว่า พ่อครัวได้ทอดปลาหมึกก่อนแล้วคลุกไข่เค็ม หรือว่าคลุกไข่เค็มแล้วค่อยเอาไปทอด ทว่าจะเถียงกันเท่าใดก็ซ้ำจานนี้กันหลายรอบพอควร จนลูกหลานร้อนๆหนาวๆกันไปตามๆกัน หลังจากเห็นญาติผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านตักจานนี้กันไม่หยุด

อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ชัดนะครับ ว่าร้านนี้ใช้เทคนิคการทอดจนกรอบในหลายจานด้วยกัน เช่นจานที่ 3 4 7 และ 8 ซึ่งเม็ดมะม่วงผัดไก่กรอบและปลาหมึกผัดไข่เค็มที่เป็นสุดยอดของร้านก็ใช้เทคนิคนี้

DSCF9347

8. ปลาม้าผัดพริกไทย จานนี้ก็อร่อยพอควรครับ จะลองสั่งมาชิมก็ได้ (ถ้าไม่รู้จะสั่งอะไรกันแล้ว)

DSCF9350

ส่วนรูปข้างล่างนี้ก็จะเป็นหน้าร้านนะครับ ก็จะเห็นเตาแก๊สสี่เตาได้ เอาไว้ใช้งานทอดๆทั้งนั้น ส่วนคุณลุงคนเสื้อม่วงคือเจ้าของร้านครับ แกอัธยาศัยดีนะ แต่จะออกแนวโวยวายหน่อย เอี้ย อ่า อึง อู มาหมด แต่จะออกแนวเล่นกับลูกค้านะ มีอยู่ทีหนึ่งพวกเราสั่งปลาหมึกผัดไข่เค็มมาบ่อยมาก จนแกแซวว่าจะกินอะไรมากนักหนา(พูดแนวโวยวายตามสไตล์แกละนะ) พวกเราก็ขำๆกัน

DSCF9361

ตามนามบัตรร้านนี้เปิดตั้งแต่เที่ยงยันสามทุ่มครึ่ง แนะนำว่าถ้ากลัวคนเยอะก็ให้มาตั้งแต่ 11.30 เลย ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนขุนสวรรค์ อ.เมือง จังหวัดสิงห์บุรี ก็คือว่าถ้าออกมาจากกทม.ทางถ.พหลโยธิน พอมาถึงแยกต่างระดับเข้าเมืองสิงห์บุรี ให้เลี้ยวซ้ายที่แยกนี้ ประมาณ 2 กม.ก็จะเข้าเมืองสิงห์บุรี เข้ามาเรื่อยๆก็จะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากข้ามแม่น้ำแล้วพอเจอสี่แยกไฟแดงอันแรกให้เลี้ยวซ้าย ตัวร้านจะอยู่ต้นๆถนน ตรงข้ามกับปั้มเชลล์ครับ

ถ้าเกิดหาร้านไม่เจอจะลองถามทางคนในจังหวัดดูก่อนได้ ผมเชื่อว่าน่าจะตอบได้หมดเพราะปกติร้านไหนดังๆของจังหวัด คนในจังหวัดจะตอบได้อยู่แล้ว หรือถ้าเกิดหลงทางกันจริงๆลองโทรไปที่เบอร์นี้ของร้านก็ได้ โทร. 036-520757 ครับ

เรื่องงานหรือเรื่องคนรัก

สิงหาคม 23, 2008

Puzzle

หลายคนคงจำกันได้นะครับ เมื่อสองเดือนที่แล้วที่ผมเริ่มทำงานที่นี้ ผมทำเพราะว่าต้องการให้พ่อแม่ของผมพอใจ ในตอนนั้นตัวผมเองไม่ได้ต้องการจะมาเป็นนักวิจัยอะไรกันเลย แค่ไม่อยากจะขัดใจอะไรพวกเขาอีก เพื่อว่าถ้าเขารู้สถานะของตัวผมแล้ว พวกเขาและญาติๆของผมจะลดละ ไม่ด่า ไม่ส่งผมไปดัดสันดานที่ไหน ที่ผมคิดถึงขั้นนั้นเพราะจากคำพูดต่างๆของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นพวกเกลียดเกย์อย่างรุนแรง ถ้าผมเปิดเผยตัวกับทางนี้เมื่อไรคงใช้เวลาเป็นปีๆถึงจะเคลียร์เรื่องให้สงบได้

อะ… กลับเข้าสู่ประเด็น ตอนนี้ผมคิดว่าผมก็พอทำงานเป็นนักวิจัยได้นะ อาจจะเป็นงานที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าของพวกพี่ๆ แต่งานที่ทำอยู่ก็ช่วยให้ผมเห็นนะ ว่าถ้ายิ่งนานเรายิ่งทำเราก็จะมีความเก่งมากพอที่จะทำำงานระดับพวกพี่ได้ อาจจะใช้เวลาสักปีสองปีถึงจะเก่งขนาดนั้นได้ก็เถอะ

ยิ่งผมเห็นเพื่อนๆของผมที่จบมาสาขาอื่นๆ ที่หางานมาได้เดือนสองเดือนแล้วยังไม่ได้งานสักที ทำให้ผมเห็นนะว่าอย่างตูเองมันจะไปรอดหรอ เกียรตินิยมอะไรก็ไม่ได้ ใครจะรับเข้าทำงาน แผนที่ว่าทำงานอยู่ที่เดิมให้ครบสัญญาแล้วไปหางานใหม่จึงยุบไป และแผนใหม่คือจะต่อสัญญาให้ถึงพฤษภาฯปีหน้าเลย แล้วก็ค่อยไปเรียนต่อ

ที่นี้นะครับ อย่างทีผมบ่นๆไว้เมื่อหลายโพสต์ก่อน ที่ผมพูดถึงเรื่องพี่หลายคนที่ทำงานที่พยายามยั่วให้ผมเปิดตัวเนี่ย ผมได้เล่าว่ามีพี่อีกคนในที่ทำงานที่เป็นอย่างผมเนี่ยแหละ เขาเป็นคนเก่งมากนะครับ เรียนจบโทมหาลัยด้านเศรษฐฯชื่อดังของอังกฤษ ทำงานที่นี้มาได้สองปีกว่าแล้ว และไอ้ที่เห็นท่านรัฐมนตรีพูดในงานสัมมนา หรือวงเสวนาคุยกันในงานสัมมนา่ถ่ายทอดสดเนี่ย เป็นพี่เขาเขียนทั้งนั้น ไอ้สไลด์สวยๆ การควบคุมคิวในระหว่างรายการพี่เขาก็ทำทั้งหมด พูดกำกับคุมวงเสวนาที่คนเป็นร้อยเข้าร่วมได้ ผมว่านะคนบ้าอะไรทำงานได้เก่งขนาดนี้

ตอนที่ผมรู้ว่าเขาเป็น เวลาผมเจอเขาผมก็ยิ้มๆให้นะ ก็งงตัวเองเหมือนกันว่าทำอะไรในตอนแรก เพราะพี่เขาหน้าตาก็ดูธรรมดาไม่ได้หล่อเป็นพระเอกหลุดออกมานอกจอซีรีย์เกาหลีอะไรขนาดนั้น แต่ตอนหลังก็รู้ตัวว่าชอบพี่เขาแล้ว ไม่รู้ด้วยว่าทำไมถึงชอบ ผมก็พยายามถามข้อมูลจากพี่คนอื่นว่าพี่เขามีแฟนหรือยังอะไรทำนองนี้ ก็ได้ว่าเหมือนจะมีอยู่ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกแอบมีแฟนเป็นผู้หญิงอยู่หน้าฉากอยู่

และพวกพี่ทำงานอีกสองคนก็เชียร์ผมกับพี่เขาเหลือเกิน ถึงจะออกแนวตลกขำๆ แต่ว่ามันก็ช่วย “Build” บรรยากาศทางฝั่งผมมาก (ต้องขอบคุณคอมเม้นท์ของพี่ Ake ที่ทำให้ผมตาสว่างว่าพวกพี่ๆที่ทำงาน ไม่ได้เป็น Homophobia เลยอย่างที่ผมกำลังคิดในตอนนั้น) ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งพี่เขาคนนั้น ผมก็ยังบ่หู้นะ อย่างมากสุดที่พวกผมทำกันตอนนี้ ก็ยิ้มกลุ้มกลิ่มใส่กัน และก็กลับบ้านกับรถ Taxi ด้วยกัน (บังเอิญว่าบ้านผมอยู่ซอย 8 ส่วนบ้านพี่เขาอยู่ซอย 10) แต่ยังไม่ได้โทรศัพท์คุยกัน

ตอนนี้ก็ยังงงว่าจะเข้าหาพี่อย่างไรถ้าจะไม่เสียมารยาทและไม่กวนเพราะดูพี่เขายุ่งตลอดเรื่องงาน เพราะมันเป็นงานใหญ่ถ่ายทอดสด คนเข้าร่วม 600 – 700 คน มีไปอีกหลายครั้ง อีกอย่างก็สงสัยว่าตัวเองดูไม่ค่อยเสมอกับพี่เขาเท่าไร ตระกูลพี่เขาเป็นตระกูลไฮโซชื่อดัง(แต่ดูพี่เขาไม่ไฮโซเอาซะเลย ดูลุยเกินไปสำหรับผมด้วยซ้ำ) ตัวพี่เขาก็เก่งมาก พูดจาเป็นจังหวะจะโคน วิเคราะห์นั่งฟังจับประเด็นได้เก่งมาก ส่วนตัวผมแทบไม่มีอะไรเลย แถมยังออกแนวบ๋องๆด้วย ฟังอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน ประสบการณ์น้อย อายุห่างจากพี่เขาถึงสี่ปีด้วยกัน (และเก่งแต่เรื่องขยันทำงานหนักแบบไม่ใช้สมอง) แล้วพี่เขาจะสนใจผมหรือ

…แต่ผมก็วะ จะลองดู จะลองดู ลองดูสักตั้งดู หลังจากก่อนหน้านี้ปล่อยให้ชาวบ้านมาจีบ แล้วก็ทั้งหมดสอบตกหมด บุกมาถึงห้องนอนเลยก็มี(อันนี้น่าเกลียดมาก) ไม่ก็เข้ามาตอนผมความรู้สึกช้า กว่าจะรู้ตัวก็เดินหายไปแล้ว (ไอ้สาเหตุหลังนี้ ไม่รู้ปล่อยหลุดไปกี่คนแล้ว เพราะผมมันความรู้สึกช้าจริงๆ)

ก็เลยเกิดคำถามในใจว่าที่ผมอยู่ต่อ มีเรื่องคนรักเข้ามาเกี่ยวด้วยหรือป่าว ผมกำลังตาบอดหรือป่าว ยิ่งบางวันไอ้พี่ที่ทำงานสองคนก็เชียร์กันจนผมไม่มีสมาธิในงานที่ทำก็มี จะเป็นปัญหาตอนจด Minutes มาก เพราะบางทีใจมันหลุดไปนอกการประชุมเลย (ยิ่งพี่คนนั้นเข้ามาด้วย ก็ยิ่งหลุด) บอกกับตัวเองได้แค่ว่าต้องใจเย็นๆ คุมใจตัวเอง แบ่งเวลาให้ถูกให้ได้

แล้วตูจะทำได้ไหมเนี่ย (- -‘)