Archive for ตุลาคม, 2006

คลิปวีิดีิโอ-เดินขบวนต้านรัฐประหาร

ตุลาคม 26, 2006

คลิปนี้ทำโดยกลุ่มคนทำใช้ชื่อว่า “สื่ออิสระเพื่อต้านรัฐประหาร” โดยน่าจะมีการเดินในช่วงกลางคืนของวันที่ 14 ต.ค. แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นใครหรือเป็นพวกไหนกันแน่ แต่ผมขอยืนยันว่าคนกลุ่มนี้หรือพวกที่เดินขบวนไม่ใช่พวกคลื่นใต้น้ำแน่นอน เพราะเห็นได้ชัดว่าการแสดงออกของพวกเขาอยู่ในที่สาธารณะและก็ไม่ได้มีการทำลายสถานที่ใดๆ พวกเขาเพียงต้องการความเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น…

Advertisements

ถั่วงอกและหัวไฟ-การ์ตูนที่ไม่ธรรมดา

ตุลาคม 17, 2006

สำหรับหนังสือเล่มสองที่ผมจะแนะนำนี้จะเป็นหนังสือการ์ตูนในชื่อเต็มแบบภาษาอังกฤษว่า “Beansprout&Firehead in the Infinite Madness” หรือในภาษาไทย “ถั่วงอกและหัวไฟ ในความบ้าคลั่งอันมิรู้สิ้นสุด” เป็นหนังสือการ์ตูนที่ไม่ธรรมดาเล่มหนึ่ง ไม่ใช่แนวตลาดทั่วๆไปที่เป็นแนวรักโรแมนติคหรือแนวสอบสวนแต่เป็นแนวชีวิต โดยมีการแทรกข้อคิดบางอย่างรวมไปถึงแง่มุมที่พวกเรามิอาจได้เคยเข้าใจ

โดยการ์ตูนเล่มนี้จะเป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กสองคนคือถั่วงอกกับหัวไฟ โดยพวกเขาทั้งสองคนต่างก็เป็นเด็กกำพร้า ซึ่งต่างผ่านพบมาเจอกันโดยบังเอิญ และก็ร่วมผจญภัยไปด้วยกับในโลกความจริงอันสับสนวุ่นวายของพวกเขา โดยทั้งสองต่างก็เติบโตไปด้วยกันผ่านสถานที่,ประสบการณ์,เวลาที่พวกเขาอยู่และเผชิญ

ในแง่การสร้างบรรยากาศของผู้เขียนก็นับได้ว่าโดดเด่นและสวยงาม โดยจะให้บรรยากาศที่รู้สึกถึงความมืดทึมสิ้นหวัง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงด้วยความตื้นเต้นและลี้ลับ ส่วนเรื่องบุคลิกของตัวละครนั้นผู้เขียนก็มีความเก่งพอที่จะสร้างให้เราเห็นบุคลิกที่แตกต่าง ระหว่างถั่วงอกที่เป็นคนรักสะอาด,อยู่ในกรอบ,และอ่อนต่อโลก ส่วนหัวไฟก็เป็นคนที่ดูกล้าหาญ,มุทะลุ,แต่ก็แฝงด้วยความอ่อนโยนเมื่อเล่นกับหมาน้อย”บุบบิบ”

นอกจากจะไม่ใช่การ์ตูนแนวตลาดด้วยเหตุผลด้านเนื้อหาแล้ว ลักษณะการเขียนข้อความในการ์ตูนอาจกล่าวได้ว่ามีความเป็นกวีอย่างมากจนอาจกล่าวได้อีกว่า ผู้วาดคนนี้มีความนักเขียนหรือกวีอยู่มากเลยทีเดียว และความเป็น”กวี”ของเขาก็ยังส่งผ่านมาทางจังหวะของภาพที่เขาวาดไว้ด้วย

โดยรวมแล้วการ์ตูนเล่มนี้เหมาะกับผู้อ่านทุกกลุ่ม ไม่ได้อ่านยากเกินไปและก็อ่านได้เพลินดี เนื้อเรื่องและตัวละครต่างๆก็ดูมีสีสันโดดเด่นและน่าตื่นเต้น ให้แนวคิดกับมุมมองที่ต่างออกไปผ่านการผจญภัยของเด็กกำพร้าทั้งสอง…

“ถั่วงอกและหัวไฟ” วาดและเขียนโดยทรงศีล ทิวสมบุญ โดยสำนักพิมพ์ a book ผู้เขียนท่านนี้ได้สร้างผลงานตั้งแต่ยังเด็กเรื่อยมาถึงนิตยสาร โดยมีความเด่นด้านลายเส้นและเนื้อหาที่เขาทำ ปัจจุบันเขาก็ยังบันทึกเรื่องของถั่วงอกกับหัวไฟอยู่เนืองๆ(และผมคนหนึ่งก็ขอติดตามครับ)

หมายเหตุนะครับ.. ผมขอจบช่วงแนะนำหนังสือไว้แค่สองเล่มก่อนนะครับ ตอนแรกนึกว่าจะลงได้อีกเล่ม แต่เผอิญว่ายังสอบไม่จบซะทีเลยต้องหยุดไว้แค่นี้ก่อนครับ เอาไว้มีโอกาสแล้วจะทำต่อครับ …

powered by performancing firefox

มะเฟืองหน้าบ้าน(2)

ตุลาคม 16, 2006

ข้อคิดเห็นของคุณ Golb เมื่อหลายวันก่อนทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่ามะเฟืองที่อยู่หน้าบ้านได้โตพอสมควรแล้ว และโตมากพอที่จะเอารูปมาลงให้ดูกัน

นับจำนวนทั้งหมดที่ได้ขนาดประมาณรูปข้างบนมีทั้งหมด 20 ลูก แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่สุกดีพอจึงต้องทิ้งเอาไว้ยังงี้ก่อน หลังจากที่ก่อนหน้ารีบตัดมาเลยอาจทำให้รสชาติออกมาไม่ดีเท่าไรนัก ส่วนเรื่องดอกสีชมพูสีขาวที่คุณGolbบอกมา น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้แล้วแต่ส่วนใหญ่ถ้านึกเดาดูสีจะออกมาชมพูทั้งนั้น ยังไงก็ขอให้ออกมาได้อร่อยเถิดครับ(แล้วจะนำโพสต์ลงอีกครั้ง)

Underground Buleteen – วารสารวรรณกรรมและสังคม

ตุลาคม 15, 2006

รูปจากเวบ tarad.com
เพื่อเป็นการต้อนรับทุกคนเข้าสู่ช่วงงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งที่11ซึ่งก็จัดในสภานที่ที่พวกเราคุ้นเคยกันดีี่ ผมจะมาแนะนำหนังสือที่ผู้อ่านหลายๆคนอาจจะยังไม่เคยเห็นหรืออาจจะไม่อยากที่จะหยิบขึ้นมาอ่าน โดยเล่มแรกที่แนะนำนี้จะเป็นวารสารชื่อว่าUnderground Buleteenหรือในภาษาไทยคือวารสารหนังสือใต้ดินโดยอยู่ในเครือของสำนักพิมพ์ไชน์(Shine) จะออกมาเป็นรายไตรมาสเป็นวารสารที่มีเนื้อหาทางด้านวรรณกรรมและสังคม

ในเล่ม8นี้ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนมิถุนายน มีเนื้อหาหลักคือเรื่องของการเ็ซ็นเซอร์(Censorship) โดยหลายคอลัมน์ที่จะนำเรื่องความเสียวเข้ามาเกี่ยวข้องและวิเคราะห์โยงไปยังการเซ็นเซอร์นี้ การวิเคราะห์นี้จะมีการเริ่มมาตั้งแต่ช่วงยุคกรีกโรมัน จนมาถึงช่วงประวัติศาสตร์สร้างใหม่ในประเทศไทย

และหน้าที่สำคัญสำหรับประวัติศาสตร์ช่วงนี้คือกรณีสวรรคตของร.8ซึ่งนับได้ว่าเป็นหน้าี่ค่อนข้างดำมืดยังหาสาเหตุแท้จริงไม่ได้ เนื่องด้วยศาลที่ทำการไต่สวนก็หาได้มีความยุติธรรมไม่ มีหนังสือหลายเล่มที่พยายามอธิบายถึงต้นเหตุ หนึ่งในนั้นก็คือ”กงจักรปีศาจ”หนังสือที่นับได้ว่าสร้างทฤษฏีที่โดดเด่นแตกต่างจากเล่มอื่น โดยในที่สุดได้ทำให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวดต้องห้ามทั้งในฉบับแปลและต้นฉบับเอง

ในความเห็นของผมส่วนคอลัมน์ต่างๆที่ต้องมีการใช้ข้อมูลด้านวรรณกรรมมาอ้างอิงนั้น วารสารเล่มนี้ทำออกมาได้ละเอียดและล้ำลึกมาก(หนามากด้วย) การวิเคราะห์ก็สามารถโยงความเสียวเข้ามาสู่ทั้งเหตุการเมืองก่อนหน้านี้และที่ดำเนินอยู่ี้ได้อย่างแยบคายและถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือลักษณะนิสัยของสังคมไทย และข้อดีอีกอย่างก็คือถ้าบทความเกิดมีข้อมูลและคำๆใดที่ผู้อ่านทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้ก็ยังมีส่วนอ้างอิงซึ่งจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น

ส่วนในคอลัมน์แนะนำและวิจารณ์หนังสือก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะในแง่ของจำนวนหนังสือที่นำมาเสนอซึ่งมีด้วยกันราว10เล่ม(ถ้ารวมในหน้าท้ายๆด้วยจะมีมากกว่านั้น) การวิจารณ์ทั้งในด้านภาษาและมิติทางสังคมก็ทำออกมาได้อย่างลุ่มลึก การแนะนำก็ทำออกมาได้ครบสามารถตอบโจทย์ของผู้หาหนังสืออ่านได้เกือบ100% คืออ่านแล้วจะรู้สึกสนุก,เพลิน,หรือตื่นเต้นหรืออะไรยังไง ต่างจากนิตยสารเล่มอื่นที่เป็นเพียงเหมือนการโฆษณาเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังสือที่เนื้อหาเข้มข้นและมีการค้นคว้าในแต่ละคอลัมน์มาเป็นอย่างดี แต่ก็ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้อ่านที่มีเพียงจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับหนังสือแนวข่าวฉาวดารา ทำให้หนังสือเล่มนี้มียอดสมัครสมาชิกจำนวนน้อย(หนังสือแนวนี้จำเป็นต้องพึ่งพาระบบสมาชิกเพื่อป้องกันการขาดทุน)ไม่เท่ากับเป้าที่ได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ล่าสุดทางเวบเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยได้จัดโครงการลงแขกวรรณกรรมครั้งที่1เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนสมาชิก ถ้าเกิดใครสนใจจะสมัครหลังจากอ่านเล่ม8ไปแล้วก็ลองคลิกไปดูที่เวบของเครือข่ายได้(มีวันหมดเขตรับสมัครนะครับ)

เมื่อถึงตอนงานหนังสือเปิดให้เข้าชมแล้ว ถ้าเกิดพบกับวารสารหนังสือใต้ดินก็คงจะเป็นฉบับที่9แล้วจากการที่ผมเดินดูตามร้านหนังสือครั้งล่าสุด และถ้าดูจากเล่มที่มีมาก่อนหน้านี้จะเห็นว่ามีอยู่เล่มหนึ่งที่มีผู้ประกาศข่าวทางช่อง3อยู่ด้วยบนปก ไม่รู้ว่าเธอไปลงในวารสารได้อย่างไร ถ้าเกิดใครสนใจลองไปซื้อเล่มเก่าๆดูก็ได้เพราะทางวารสารเขาบอกว่าแต่ละเล่มอ่านเมื่อไรก็ได้ไม่ตกยุค

powered by performancing firefox

เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วยกะรัฐประหาร

ตุลาคม 4, 2006

รูปจาก rogeraubrey.typepad.com
ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่าผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่รักแผ่นดินนี้พอๆกับคนไทยคนอื่น ผมอยากที่จะเห็นบ้านเมืองสงบร่มเย็น ประชาชนอยู่อาศัยกันอย่างมีความสุขเท่าเทียมกันอยู่บนพื้นฐานของคำว่ายุติธรรม และอีกอย่างผมก็ต่อต้านอดีตรบ.ทักษิณด้วย

หลังจากที่มีเหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นได้มีแนวคิดแตกออกมาเป็นสองฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นความแตกต่างที่ไม่ได้จะถึงขั้นชิงชังกันเหมือนครั้งก่อนหน้านี้ หากแต่มีความสามารถบ่งบอกได้ถึงความคิดพื้นฐานของคนไทยที่มีต่อประชาธิปไตย

เห็นด้วย
เห็นได้ชัดว่าหลังจากเช้าวันต่อมา(หรือก่อนหน้านั้น)ที่ทุกคนได้รับรู้ว่าใครเป็นผู้ก่อรัฐประหาร แน่ใจว่าคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่คุณทักษิณ ทุกๆคนต่างโล่งอกดีใจเพราะเกรงกันว่าเช้าวันต่อมาและหลังจากนั้นไปอาจเกิดเหตุวุ่นวาย การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อและอาจเลยเถิดไปถึงขั้นม็อบตีม็อบได้

เพราะฉะนั้นการกระทำของคปค.(หรือตอนนี้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ)จึงช่วยคลายความตึงเครียดตรงนี้ลงไป เป็นการล้มกระดานแล้วเริ่มต้นกันใหม่ แล้วนำคนที่เป็นกลางทุกคนพอใจที่เข้ามาบริหารจัดการการปฏิรูปบ้านเมืองในครั้งนี้

เหตุผลหลักที่ทุกคนที่เห็นด้วยดูจะเน้นกันที่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นหลัก ซึ่งการกระทำครั้งนี้เป็นหยุดยั้งการเผชิญหน้าทางความคิดระหว่างกลุ่มต้านและหนุน”ทักษิณ” ซึ่งหลายครั้งเป็นการปะทะกันที่รุนแรงและยึดติดกับแนวความคิดของทั้งสองฝ่ายมากเกินไป และในที่สุดอาจนำไปสู่การนองเลือดได้

จึงเห็นได้ชัดสังคมไทยโดยส่วนใหญ่(ตามผลสำรวจ)เชื่อว่าการถกเถียงทางความคิดโดยใช้เหตุผลไม่สามารถยุติและหาจุดกึ่่ึงกลางได้ ทั้งนี้เป็นเพราะการมีอัตตารวมไปถึงการที่ทุกคนมีพื้นฐานความรู้และมุมมองที่ต่างกันอย่างมาก

ไม่เห็นด้วย
ถึงแม้ว่าแนวคิดที่สนับสนุนจะเน้นในเรื่องของความสงบสุขในบ้านเมืองเป็นหลัก แต่สำหรับแนวคิดด้านต้านแล้วเห็นว่าเป็นการขัดหลักการประชาธิปไตย เป็นการกระทำที่ไม่ได้ผลักดันโดยประชาชนจิงๆ นำโดยคณะกลุ่มคนเพียงจำนวนน้อย และผลของมุมมองของคนจำนวนน้อยที่ว่านี้ เริ่มส่งผลออกมาให้เห็นได้ในรูปแบบของการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ขาดการมีส่วนร่วม และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เองก็พบว่าอาจไม่บรรลุผลได้จิงตามที่ได้กำหนดไว้(อ่าน ระวัง ร่างรธน. ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแรง” )

นอกจากจะขัดหลักประชาธิปไตยยังเป็นการทำลายซึ่งความหวังของการปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่มีความหวาดระแวงในตัวอดีตรัฐบาลทักษิณ ถ้าหากเกิดไม่มีรัฐประหารขึ้น แน่นอนหลังการเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยคงยังได้เป็นรัฐบาลอยู่ ซึ่งเป็นต้องทำหน้าที่ปฏิรูปการเมือง โดยในขณะเดียวกันก็มีฝ่ายต่อต้านทักษิณคอยระแวงและตรวจสอบขั้นตอนการทำงานตลอดเวลา ซึ่งในที่สุดผลพลอยได้ก็คือจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้สังคมสามารถถ่วงดุลกับรัฐบาลได้อย่างแท้จริง

นอกจากจะสามารถถ่วงดุลตัวรัฐบาลได้แล้ว ยังจะสามารถควบคุมการร่างหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใหม่ไ้ด้ โดยจะสามารถตอบสนองต่อกลุ่มคนได้ดียิ่งขึ้น สร้างกลไกที่ใส่ใจชาวบ้านโดยที่ไม่รอให้เขาต้องลงทุนเข้ากทม.ออกรายการ “ถึงลูกถึงคน” อย่างคุณยายไฮและท่านอื่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากรัฐ

แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่คปค.ได้กระทำการลดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ให้มีการชุมนุมเกินห้าคนก่อนหน้านี้รวมไปถึงการปิดสื่อในอินเตอร์เนต โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดเมื่อ 29 ก.ย. กระทรวง ICT ได้ปิดเวบมหาลัยฯเที่ยงคืนอย่างกะทันหัน ทำให้ข้อมูลในเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างมหาศาลสูญหายไปทันที(ลงชื่อคัดค้านที่http://www.petitiononline.com/freeweb/petition.html)

ถ้าจะกล่าวว่าการรัฐประหารเป็นการถอยหลังเพื่อเริ่มก้าวครั้งใหม่ สำหรับฝ่ายไม่เห็นด้วยเห็นว่านอกจากจะเป็นการถอยหลังแล้วยังเป็นการถอยหลังจากที่เคยก้าวออกมาแล้ว สรุปก็คือสังคมไทยกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเลยมัวแต่เดินอยู่กับที่ ในอนาคตวงเวียนเดิมๆนี้ก็จะหมุนครบรอบใหม่ของมันอีกครั้ง

แต่อย่างที่ผมได้เขียนไว้ในเมื่อรัฐประหารได้เกิดขึ้นไปแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การปฏิรูปครั้งนี้สมบูรณ์จิง นั้นก็คือพลังในการเข้ามามีส่วนรวมของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบหรือยื่นข้อเสนอแนวทางต่างๆรวมไปถึงการเคลื่อนไหวด้วย แต่ปัญหาก็คือพลังที่ว่านี้ได้เริ่มอ่อนลงไปมากแล้ว…

powered by performancing firefox